24 กันยายน 2554

11. หารักแท้ที่วัด

     ย่านกิออนมีศาสนสถานหลายแห่งที่น่าสนใจ ศาลเจ้าแรกที่เราแวะไปคือ ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าของศาสนาชินโต สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งความเจริญรุ่งเรืองและสุขภาพสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ 656  และได้รับการบูรณะล่าสุดเมื่อปี 1654 อยู่ติดถนนใหญ่ใกล้แหล่งช้อปปิ้งทำให้หาได้ง่ายมาก และเป็นที่นิยมของผู้คนชาวเมืองแวะเวียนมาสวดมนต์ขอพร เป็นศาลเจ้าที่ประกอบพิธีฉลองเทศกาลที่สำคัญที่สุดของเมืองเกียวโตนั่นก็คือ Gion Matsuri (กิออน มัสซุริ) ซึ่งแรกเริ่มนั้นจัดขึ้นเพื่อขับไล่โรคระบาดที่เกิดขึ้นภายในเมือง เขาจะจัดขบวนพาเหรดแห่ศาลเจ้าขนาดเล็กไปตามถนนที่มีชาวบ้านมาออกร้านขายอาหารและขนมต่างๆตามสองข้างทาง ผู้คนต่างร่วมใจกันแต่งชุดพื้นเมืองมาร่วมงาน เมื่อจัดเป็นประจำทุกปีก็เลยกลายเป็นพิธีที่สำคัญและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมาก หากอยากมาร่วมงานก็ต้องมาในช่วงเดือนกรกฏาคม
     ศาลเจ้ายาซากะโดดเด่นตั้งแต่ประตูทางเข้าสีส้มที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมนั้นสะดุดตาแต่ไกล ยังไงซะก็ไม่หลงไปวัดอื่นแน่ เมื่อผ่านเข้ามาด้านในแล้วจะมีบริเวณด้านหน้าที่กว้างขวาง มีเวทีสำหรับประกอบพิธี และอีกฝั่งหนึ่งเป็นตึกชั้นเดียวที่คนมาไหว้พระขอพรและบริจาคเงินโดยโยนลงไปในกล่องขนาดใหญ่ และสั่นกระดิ่งเพื่อปลุกเทพเจ้าให้ฟังคำสวดมนต์อ้อนวอน รอบๆ จะมีโคมกระดาษห้อยอยู่ซึ่งไฟจะเปิดในยามค่ำคืน ตัวหนังสือที่เขียนไว้บนโคมนั้นเป็นชื่อของสปอนเซอร์ที่สนับสนุนวัดซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นธุรกิจร้านค้าที่อยู่ในเกียวโต




     เมื่อเดินออกจากวัดแล้วที่พลาดไม่ได้ก็คือตรอก อิชิเบ โคจิ (Ishibe-koji lane) เป็นย่านเก่าแก่ของเมืองเราสามารถลัดเลาะเข้าไปเดินเล่นในซอยเล็กๆ เพื่อชมโรงแรม ร้านชา บ้านไม้เก่า ซึ่งมีต้นไม้ที่แทรกตัวอยู่อย่างสงบ สะท้อนให้เห็นสถาปัตยกรรมและความเป็นอยู่แบบโบราณได้อย่างดี



     เมื่อเดินออกจากซอยเล็กแล้ว แนะนำให้ไปเดินเล่นแถวๆ ถนนนิเนนซากา (Ninenzaka) และซานเนนซากา  (Sannenzaka) ซึ่งเป็นส่วนโบราณของเมืองที่ถูกอนุรักษณ์ไว้อย่างดี สองข้างทางเป็นร้านรวงขายของพื้นเมือง อาหาร ขนม ของใช้ต่างๆ ที่น่าสนใจมากๆ เดินแล้วต้องระวังกระเป๋าหน่อยเพราะเผลอใจไปนิดเดียวก็ต้องเสียเงินให้กับของล่อตาต่างๆ ถนนตรงนี้ค่อนข้างที่จะเป็นเนิน และไม่เรียบนัก ต้องระวังให้ดีเวลาเดินเที่ยว ถ้าเผลอลื่นหกล้ม คนโบร่ำโบราณแถวนั้นเค้าเชื่อกันว่าจะประสบกับโชคไม่ดีไปถึงสองสามปี … ไอ้หย๋า …





     เดินต่อไปเรื่อยๆ ก็จะถึงทางเข้า จิชู จินจา (Jishu Jinja) เป็นสถานที่ยอดฮิตของหมู่วัยรุ่น เพราะเป็นศาลเจ้าที่บูชาเทพเจ้าแห่งความรักและการมีคู่ ตรงลานด้านหน้ามีหินสีดำตั้งอยู่สองก้อน ระยะห่างจากกันไม่มากนัก ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าถ้าปิดตาเดินจากก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งโดยไม่มีคนช่วยบอกทางได้สำเร็จล่ะก็จะโชคดีในเรื่องความรัก ฉันเห็นมีวัยรุ่นมาทดลองกันหลายคน หัวเราะคิกคักสนุกสนานกันใหญ่วัยรุ่นก็เหมือนกันทุกประเทศ สนใจใส่ใจกับเรื่องของหัวใจเป็นหลัก ยังไม่ค่อยมีความทุกข์ร้อนกับเรื่องอื่นๆ นัก ถ้าเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยวคงต้องรอคิวเดินกันนานหน่อย เผลอๆ อาจจะหลับตาเดินชนเนื้อคู่ที่มาเที่ยววัด ก็ดีไปอีกแบบ





     เดินไปอีกนิดก็จะเข้าไปสู่เขตวัด คิโยมิซุ (Kiyomizu Temple) วัดนี้เป็นวัดที่ผู้คนนิยมมาไหว้พระกันมาก มีพระพุทธรูปที่สำคัญซึ่งมี 11 หน้าและ 1,000 แขน ตัววัดนั้นสร้้างจากไม้ทั้งหมดและมีเทคนิคการสร้างที่ไม่ใช้ตะปูตอกแม้แต่ตัวเดียว น่าอัศจรรย์มาก เป็นหนึ่งในวัดที่องค์การยูเนสโกเลือกให้เป็นมรดกโลก แม้ว่าจะรอดพ้นจากการถูกทำลายในช่วงสงครามโอนินเพราะเป็นเพียงนิกายเล็กๆ ที่ไม่มีอิทธิพลอะไรมากมาย แต่ก็ไม่รอดจากการถูกไฟไหม้ วัดนี้ถ้าเปรียบเป็นผู้หญิงก็ต้องบอกว่าเป็นผู้หญิงที่สวยทุกมุม ไม่ว่าจะด้านข้างซ้ายขวาหรือด้านหน้า มองไกลมองใกล้ก็มีเสน่ห์สวยไปหมด เมื่อเดินเข้าไปด้านในจะให้ความรู้สึกขลังและสงบเพราะอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่บนเนินเขา อีกทั้งยังรู้สึกถึงความมั่นคงหนักแน่นอาจเป็นเพราะเสาไม้ขนาดใหญ่ที่เป็นรากฐานสำคัญของวัดนี้ เมื่อเดินต่อไปก็จะสามารถถ่ายรูปวัดด้านหน้าเต็มๆ จากหลายๆ มุม ซึ่งจะเห็นโครงสร้างของวัดอย่างชัดเจนว่าใหญ่โตและมีไม้ประกอบเป็นตัววัดมากมายขนาดไหน แถมยังสามารถมองเห็นวิวเมืองเกียวโตอีกด้วย ก่อนที่จะเดินออกจากวัด
จะมีบ่อน้ำแร่ให้คนมาตักดื่มเชื่อว่าสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ สองข้างทางของทางเดินลงจากตัววัดนั้นมีต้นซากุระเรียงราย ถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิเชื่อว่าคงสวยงามอ่อนหวานมากๆ เป็นแน่ แต่ตอนที่เราเดินกลับออกไปนั้นเป็นช่วงเย็นที่อากาศเร่ิมหนาวขึ้นเรื่อยๆ จึงได้อีกความรู้สึกหนึ่งแทน ฉันรู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นนั้นหลักศาสนาได้สอดแทรกเรื่องราวการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเข้าไปค่อนข้างเยอะ ทำให้ทุกๆ ที่มีพื้นที่สำหรับธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องมีก็เลยเจียดที่เข้าไปหน่อยนึงพอให้ได้อารมณ์


     เราเดินกลับลงไปเพื่อซื้อของฝากซึ่งเป็นของกินล้วนๆ มาญี่ปุ่นคราวนี้เราติดใจรสชาติของขนมโมจิรสงาดำอย่างมาก เพราะเบื่ออะไรที่เป็นชาเขียวแล้ว อันเนื่องมาจากสินค้าและโฆษณาที่เมืองไทยที่ทั้งบอกกล่าว สั่งสอน จนกระทั่งยัดเยียดให้เรารู้สึกว่าชาเขียวเหมือนเป็นยาวิเศษทำได้ทุกอย่าง สรรพคุณดีซะจนต้องซื้อดื่มกันทุกวัน วันละหลายขวด ส่งผลให้ผู้ประกอบการนั้นร่ำรวยกันเป็นแถว



     เรานั่งรถเมล์กลับไปย่านช้อปปิ้ง และพุ่งตรงไปยังห้างฯ “มินา” (Mina) เพื่อหาที่เข้าห้องน้ำ ห้างฯมินาเป็นห้างไม่ใหญ่โตมากนัก แต่การจัดร้านค่อนข้างน่าเดิน และมีข้าวของที่น่าสนใจ ด้านบนมีร้าน “ยูนิโคล” (Uniqlo) ซึ่งขายเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้ายืด เพ้นท์ลายต่างๆ ราคาย่อมเยาว์ เหมือนเลียนแบบมูจิแต่ดีไซน์สู้ไม่ได้ ที่แตกต่างคือสีสันที่มีความหลากหลาย เพราะมูจิมักเน้นแต่แนว Earth Tone 
     วันนี้เราเกรงว่าจะหาอะไรทานไม่ได้อีก ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาหาร้านอาหารกันก่อนที่จะทำอะไรกันต่อเดินๆ ไปก็หันไปพบกับร้านบะหมี่ร้านนึง ที่มีข้อความดึงดูดใจให้ต้องลอง เค้าเขียนไว้หน้าร้านว่า “If you come to Japan, you have to enjoy this noodle” แถมยังมีรูปเชฟยืนทำหน้ามุ่งมั่นด้านหลังเป็นไฟลุกท่วม ประหนึ่งโฆษณารายการทีวีแชมเปี้ยน นั่นแหล่ะก็สามารถกระตุกต่อมน้ำลายของเราให้สูบฉีดเต็มปากแล้ว เรายืนเก้ๆ กังๆ ตรงหน้าตู้หยอดเหรียญเพราะไม่รู้ว่าจะเลือกบะหมี่แบบไหนดี เนื่องมาจากว่าอ่่านไม่ออกซักตัว ทันใดนั้นเองก็มีอัศวินขี่ม้าขาวตาหยีมาช่วย หนึ่งในพนักงานของร้านภูมิใจนำเสนอเมนูเบอร์ 1 บอกว่าเป็นบะหมี่จานเด็ดของร้าน เป็นที่นิยมมากๆ ใครแวะมาเป็นต้องสั่งจานนี้อยู่ร่ำไป ฉันก็เลยกดปุ่มสั่งไปหนึ่งจาน ราคาประมาณ 850 เยน แต่ด้วยความเป็นคนช่างลอง เลยกดปุ่มเบอร์ 2 ให้กับตัวเอง
     ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ ประมาณหนึ่งคูหา มีโต๊ะนั่งเรียงๆ เป็นแถวหันหน้าไปทางเดียวกันเหมือนเวลาทำข้อสอบ ซึ่งด้านหน้านั้นเป็นครัวแบบเปิด คือมีกระจกใสให้เราเห็นว่าเชฟแต่ละคนปรุงอาหารกันยังไงซักครู่บะหมี่ก็ถูกนำมาเสริฟ ของพี่ตุ๊กเป็นบะหมี่น้ำข้นมีหมูฝานบางๆ โปะหน้า ส่วนของฉันน่าจะเป็นบะหมี่หมูตุ๋นเพราะน้ำเข้มข้นกว่าแถมมีไข่ต้มแบบยางมะตูมมาด้วย เมื่อได้ซดน้ำเข้าไปคำแรก น้ำตาแทบไหล เปล่าไม่ได้เผ็ด แต่รสชาตินั้นอร่อยมากๆ สมกับคำโฆษณาที่ติดไว้หน้าร้าน เพราะงั้นฉันเลยอยากบอกต่อว่า “ถ้าแวะมาเกียวโต คุณต้องแวะมาทานบะหมี่ร้านนี้ซักมื้อ”



     เราเดินทอดน่องไปตามถนนและตรอกซอกซอย ซึ่งวันนี้ร้านรวงไม่ค่อยคึกคักนัก แถมปิดเร็วมาก เลยไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้าน ทำลายสถิติการไม่ได้ซื้อของนานถึงหนึ่งวันเต็ม 

23 กันยายน 2554

10. ดักเจอเกอิชา

     เช้านี้เราต้องย้ายโรงแรม เพราะว่าห้องที่โรงแรมเฮอันนั้นไม่มีว่าง ฉันได้จองโรงแรม
ล่วงหน้ามาทางอินเตอร์เน็ตแล้ว และโชคดีที่โรงแรมโตว่า (Towa) อยู่ไม่ไกลจากเฮอันมากนักเราจึงสามารถเดินไปได้ แต่ก็ทุลักทุเลพอควรเพราะกระเป๋าอยู่ในสภาพพิการ
     โรงแรมโตว่านั้นเป็นเรียวกังแบบทันสมัย ตัวตึกเป็นสีเหลืองและมีการตกแต่งแบบสมัยใหม่ ห้องนอนมีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม ห้องน้ำมีอุปกรณ์ทันสมัยมาก สามารถปรับระดับความอุ่นของน้ำอุ่นให้พอเหมาะพอเจาะซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับอากาศอันหนาวเหน็บของเกียวโตในเวลานี้ คุณเคยมั้ยล่ะที่ต้องปรับความอุ่นของน้ำอยู่นั่นแล้วเดี๋ยวร้อนไปบ้างเย็นไปบ้างทำให้เสียอารมณ์มาก การอาบน้ำที่อุ่นกำลังสบายๆ บางทีก็ช่วยให้หายเหนื่อยหายเครียดได้เหมือนกัน
     และแล้วก็ได้ฤกษ์ไปเยี่ยมวัดทองกันซึ่งต้องบอกเคล็ดลับว่าให้ขึ้นรถเมล์สาย 101 จะได้
ไม่ต้องเสียเวลาเหมือนเรา เพราะดันไปเลือกขึ้นสาย 205 ที่จอดมันซะทุกป้าย ตอนแรกฉันเกิดความกังวลว่าจะขึ้นผิดคันเพราะ วัดอยู่ไกลเหลือใจ แถมยังมีแต่เราที่หน้าตาดูเป็นนักท่องเที่ยวอยู่แค่สองคน ที่เหลือเป็นชาวญี่ปุ่นล้วนๆ  พอดีมีคุณยายคนหนึ่งที่เราเอื้อเฟื้อที่ให้แกนั่ง แกก็ยิ้มแล้วถามว่าจะไปวัดคิงคะคุจิกันเหรอ (อันนี้เดาเอาเพราะฟังรู้เรื่องแค่ชื่อวัด) ก็เลยพนักหน้าตอบหงึกๆ เรียกความมั่นใจกลับคืนมาตอนเกือบปลายทางแล้ว   


     วัดทองนี้มีชื่อเป็นทางการว่า วัดคิงคะคุจิ (Kinkakuji) เป็นวัดที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวเพราะความสวยงามอร่ามตาของสีทองที่เคลือบฉาบไว้ ประกอบกับวิวด้านหน้าที่เป็นทะเลสาป ด้านหลังเป็นภูเขาที่มีต้นไม้รกครึ้ม ก่อนหน้านั้นเป็นปราสาทที่สร้างไว้เพื่อเป็นที่เกษียณอายุของท่านโชกุนโยชิมิตซึ อาชิกากะ (Yoshimitsu Ashikaga) เมื่ออายุได้ 37 ชันษา ท่านได้ออกบวชในศาสนาเซนและได้มีดำริให้ปราสาทของท่านนั้นกลายเป็นวัดหลังจากท่านเสียชีวิต



     เมื่อเดินเข้าไปภายในบริเวณวัดจะมีที่ที่จัดไว้ให้เป็นบริเวณถ่ายรูปปราสาท เป็นมุมที่วิวดีมากๆ จะสวยยิ่งขึ้นไปอีกถ้ามีแสงอาทิตย์ตกกระทบกับปราสาทสีทองเพราะจะเปล่งประกายสะท้อนลงไปบนทะเลสาปด้านหน้าทำให้เกิดภาพสะท้อนเหมือนมีปราสาทแฝดสองหลัง รอบๆ บริเวณมีทางที่ทำให้เดินดูปราสาทได้โดยรอบซึ่งแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ มีวัดที่สามารถไปไหว้พระขอพรได้ ใครชอบดื่มชาก็ต้องแวะดูบ้านที่สมัยก่อนนั้นสร้างไว้เพื่อทำพิธีชงชา ใกล้ๆ ทางออกนั้นมีร้านขายขนมโมจิรสต่างๆ ซึ่งอร่อยมากจนอดใจไม่ซื้อไม่ได้โดยเฉพาะรสงาดำ
     เราตั้งใจจะไปดูปราสาทนิโจ (Nijo Castle) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อแสดงความร่ำรวยและมีอำนาจของโชกุนในยุคเอโดะ อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะสวยงามแค่ไหน เมื่อไปถึงนั้นบรรยากาศกลับเงียบสงบไร้ผู้คน เมื่อเดินไปถึงทางเข้าถึงได้รู้ว่าเขาไม่ต้อนรับ เพราะเป็นช่วงวันหยุดปลายปีระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม ใครจะไปช่วงนี้ก็ต้องข้ามโปรแกรมนี้ไป ปกติปราสาทจะปิดทุกวันอังคาร ก็ต้องลองวางแผนกันดีๆ
     ไม่ได้เสียใจฟูมฟายมากมายเพราะเกียวโตยังมีที่เที่ยวอีกมากมาย ฉันตัดสินใจว่า
จะไปย่านกิออนในช่วงบ่าย หวังว่าจะโชคดีได้เดินเฉี่ยวชนกับเกอิชาที่มักอยู่ในย่านนั้น
     ก่อนอื่นต้องเติมพลังให้ท้องก่อน เมื่อนั่งรถเมล์ไปลงป้ายกิออน (Gion) ซึ่งเป็นย่านตลาดร้านค้า เราเดินเลือกร้านอาหารและตกลงปลงใจทานร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง ทดลองเมนูข้าวหน้าเต้าหู้ อร่อยดีมีสุขภาพเพราะต้องเผื่อท้องไว้ทานขนมชาเขียวหน้าตาเร้าใจที่ร้านฝั่งตรงข้าม แล้วก็สาสมแก่ใจเรามากเพราะเขาโปะหน้าด้วยถั่วแดง โมจิ วุ้นชาเขียว ครีมที่ทำจากชาเขียว สอดไส้ตรงกลางด้วยไอสกรีมชาเขียวแถมด้านล่างยังมีผลไม้หลากหลายชนิดอีก กินกันเสร็จนี่ต้องวัดปริมาณน้ำตาลด่วน ขนาดว่าแบ่งกันคนละครึ่งเรายังรู้สึกว่ามันเยอะเกินไป ไม่รู้คนญี่ปุ่นเขาทานกันทั้งถ้วยได้ยังไง 



     กิออนเป็นย่านเก่าแก่ที่รอดพ้นจากวิบากกรรมอันหลากหลายที่เกิดขึ้นที่เกียวโตมาได้เพราะว่ามีแม่น้ำกาโม่ (Kamo) ขั้นไว้จากตัวเมือง และยังถูกรักษาไว้อย่างดี เป็นย่านที่มีบ้านเก่ามากมาย ร้านอาหารราคาแพง ร้านน้ำชาแบบดั้งเดิม เป็นแหล่งที่ชายญี่ปุ่นมักจะมาเที่ยวดื่มเหล้าและชมการแสดงของเกอิชาซึ่งต้องมีการจองเป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่หาชมกันได้ง่ายๆ นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ อาจจะมีโอกาสได้พบเจอเกอิชาตัวเป็นๆเดินท่ามกลางผู้คนแต่เป็นโอกาสที่เกิดขึ้นยากมากๆ เพราะต้องเป็นจังหวะเหมาะเจาะที่เกอิชาแต่งตัวออกจากบ้านเพื่อไปยังร้านน้ำชาหรือร้านอาหารที่จัดไว้โดยเฉพาะ



     การจะเป็นเกอิชา (Geisha) ได้ไม่ใช่ง่ายๆ และไม่ใช่อาชีพของผู้หญิงขายบริการ แต่เป็นอาชีพที่สร้างความสุขและความบันเทิงให้กับผู้คน ต้องมีความรู้ในด้านศิลปะ วัฒนธรรม การเต้นรำแบบโบราณ การร้องเพลง หรือแม้แต่เล่นเครื่องดนตรี ที่สำคัญมากๆ อีกอย่างก็คือต้องมีศิลปะในการพูดคุยกับแขกให้เกิดความประทับใจ กว่าจะได้เป็นเกอิชานั้นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างดีมีพี่เลี้ยงคอยให้ความช่วยเหลือ (Geiko) สำหรับเกอิชาฝึกหัดนั้นจะเรียกว่า “ไมโกะ” (Maiko) ซึ่งจะแยกแยะได้จากการแต่งหน้าแต่งตัวซึ่งจะต่างกับเกอิชา
     หลายๆ คนอาจจะเข้าใจผิดว่าเกอิชาคือผู้หญิงขายบริการอาจเป็นเพราะในสมัยก่อน
ก็มีผู้หญิงขายตัวจริงๆ ที่อาจจะแต่งตัวแต่งหน้าคล้ายๆ เกอิชา ทำให้พวกฝรั่งเข้าใจผิด และยึดติดเป็นความเข้าใจแบบนั้น ก็เหมือนที่ชอบคิดกันว่าเมืองไทยมีแต่ผู้หญิงขายตัว ผู้หญิงดีๆ ทำอาชีพอื่นคงจะไม่มี เพราะคนเราชอบยึดติดกับความคิดแคบๆ และประสบการณ์ของตัวเอง ความจริงแล้วการที่คนเหล่านั้นมีความคิดแบบนั้นนั่นก็แสดงให้เห็นถึงความชอบและพฤติกรรมส่วนตัวของคนนั้นๆ ซึ่งน่าจะละอายต่อตัวเองมากกว่าที่จะดูถูกคนอื่นด้วยซ้ำ

22 กันยายน 2554

9. สีแดงไกลกว่าสีน้ำเงิน

     ขากลับยังมีเวลาเหลืออีกเยอะ เราเลยแวะเมืองอุจิ (Uji) ตามที่เพื่อนคนหนึ่งแนะนำ ซึ่งสามารถขึ้นรถไฟเส้นทางเดียวกับทางไปนาราแต่ถึงก่อนไม่กี่ป้าย
     เมืองอุจิ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการผลิตชาเขียว ฉันจึงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องซื้อกลับบ้านซักหน่อย เมื่อไปถึงสถานีเขาก็มีแผนที่แจกให้แต่เป็นภาษาญี่ปุ่น ฉันคิดว่าไม่น่ายากเย็นอะไรก็เลยตั้งหน้าตั้งตาเดินตามเส้นทางสีแดงที่เขาแนะนำซึ่งเป็นเส้นทางที่ครอบคลุมพื้นที่ไกลกว่าสีน้ำเงิน เห็นว่าเป็นเส้นทางการเดินทางของ “เกนจิ” (The tale of Genji) ซึ่งเป็นตัวละครเอกในนวนิยายเรื่องแรกของโลก เขียนโดยนักเขียนหญิงชาวญี่ปุ่นนามว่า “มุราซากิ ชิกิบุ” (Murasaki Shikibu) นวนิยายเรื่องนี้มีอายุอานามกว่า 1,000 ปีแล้ว เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตแบบโบราณ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ประเพณี วัฒนธรรมความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงในสมัยก่อน เมื่อครั้งเสน่ห์ความงามของหญิงสาวนั้นถูกตัดสินกันด้วยผมที่ยาวสลวยและเสื้อผ้าการแต่งตัวที่มีรสนิยมในการเลือกสีมาผสมผสานกันอย่างลงตัว ผู้หญิงญ่ีปุ่นสมัยโบราณนั้นต้องเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ภายในบ้านของตัวเอง คนที่จะเห็นหน้าเธอก็มีเพียงพ่อและสามีเท่านั้นเพราะฉะนั้นเรื่องราวการผจญภัยของเกนจิและผู้หญิงของเขาจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าติดตาม ฉากที่เกิดขึ้นใน 10 ตอนสุดท้าย (ทั้งหมดมี 54 ตอน) ของ The Tale of Genji เกิดขึ้นที่เมืองอุจิ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่วัด เพราะฉะนั้นเมืองอุจิก็เลยเอาจุดขายตรงนี้มาโปรโมทให้คนที่มาท่องเที่ยวได้ติดตาม ถือเป็นการทำ marketing ที่ดีอย่างหนึ่ง เหมือนที่เกาหลีเอาสถานที่ถ่ายทำหนังหรือซีรี่ส์เรื่องดังมาเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมในทัวร์ ทำให้ช่วยการท่องเที่ยวเกาหลีได้อย่างดี




      ที่อุจิมีแม่น้ำสำคัญคือแม่น้ำอุจิ ไหลพาดผ่านตัวเมือง หลังจากเดินตามเส้นทางสีแดงจนขาเริ่มล้า พี่ตุ๊กเริ่มบ่นเสียงออดแอดว่าพามาดูอะไร ฉันจึงต้องลัดเลาะเส้นทางเปลี่ยนไปเดินตามทางสีน้ำเงินเพราะฟ้าเร่ิมมืดแล้ว ซึ่งก็เป็นเส้นทางแคบๆ ที่นำเราไปสู่ศาลเจ้า อุจิกามิ จินจา (Ujigami Jinja Shrine) ซึ่งเชื่อว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นเมื่อดูจากลักษณะสถาปัตยกรรม คาดว่าสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 วันนี้ดูเหงาๆ ไร้เงาผู้คน เมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเจอศาลเจ้าอุจิ (Uji Shrine) ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำ สามารถเข้าได้จากทางบนเนินหรือจากด้านล่าง ด้านหน้าวัดมีอนุสาวรีย์รูปปั้นที่เป็นตัวละครสำคัญในบทหนึ่งของ The Tale of Genji เป็นบทที่มีเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับเมืองอุจิ ที่ชายหนุ่มหญิงสาวกำลังล่องเรือในแม่น้ำอุจิ ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของเมืองทีเดียว และเป็นจุดชมวิวแม่น้ำที่มีสะพานสีส้มสดอาซาจิริ (Asagiri) ทอดผ่าน



     เราเดินข้ามสะพานสีส้มกลับไปอีกฝั่งเพื่อที่จะหาซื้อชาเขียวและของที่ระลึกก่อนกลับ ร้านรวงบริเวณใกล้ๆ แม่น้ำนั้นมีของพื้นเมืองที่น่าสนใจหลายอย่าง พวกกระเป๋าผ้า หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าพิมพ์ลายญี่ปุ่นมีให้เลือกซื้อหามากมาย ร้านชาเรียงรายจนเลือกไม่ถูก มีทั้งแบบใบชาเขียวมาเดี่ยวๆ หรือผสมกับข้าวคั่วที่จะเพ่ิมกลิ่นให้หอมละมุน ฉันเลือกซื้อกลับบ้านอย่างละห่อ และยังได้กระเป๋าตังค์และกระเป๋าใส่นามบัตรทำจากผ้าพิมพ์ลายญี่ปุ่นดูดีมีสไตล์ ราคาก็ไม่ถูกแต่ก็ไม่แพงจนเกินปัญญาและความอยากได้
     เราหมายมั่นว่าจะแวะนั่งกินขนมที่ทำจากชาเขียวตรงร้านใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ เล็งเมนูไว้ตั้งแต่มาถึงเมืองนี้ เพราะเห็นว่าร้านดูตกแต่งแบบดั้งเดิมเดาว่าขนมน่าจะอร่อยแถมยังบรรยากาศดีแต่ต้องผิดหวังอย่างแรงเพราะเขาปิดร้านแต่หัววัน พนักงานใจดีอุตส่าห์ขาย
ไอสกรีมชาเขียวแบบถ้วยให้เรากลับไปกินที่บ้าน เราจึงมีของอร่อยรองท้องระหว่างนั่งรถไฟเข้าเกียวโต
     วันนี้ยังมีเวลาเหลืออีกที่ไม่ควรปล่อยให้ไร้ค่าควรหากิจกรรมบันเทิงเริงใจทำ ถ้าใครรู้จักกันจริงคงรู้ว่าฉันจะเลือกทำอะไร แน่นอนว่าช้อปปิ้งเป็นของคู่กับผู้หญิง การได้เดินเล่นเลือกดูของ (ถึงแม้ว่าจะไม่ซื้อ) ก็เหมือนการเปิดหูเปิดตาเห็นอะไรสวยๆ งามๆ ทำให้เกิดเป็นความสุขได้ ฉันเลือกไปเดินแถวๆ ย่านในเมือง เฉพาะเจาะจงไปที่ถนน Kawaramachi (คาราวามาชิ) ที่เป็นถนนเส้นช้อปปิ้งที่มีห้างสรรพสินค้าหลายห้าง แต่เลือกไปเดินในซอย Shin-Kyogoku 
(ชินเคียวโกกุ) ที่รวมร้านค้าขายของประเภทวัยรุ่น เพราะกะว่าค่อยไปเดินห้างในโตเกียวน่าจะดีกว่า เสียดายว่าเราไปค่ำไปหน่อยร้านเลยเปิดบ้างปิดบ้างประปราย
     มาญี่ปุ่นคราวนี้ดวงเรื่องการกินไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เวลาหิวโหยทีไรมักหาร้านอาหารถูกใจไม่เจอ มื้อนี้เราเลยต้องจำใจกิน Mos Burger (มอส เบอร์เกอร์) ความจริงเป็นฉันคนเดียวมากกว่าที่ต้องฝืนใจเพราะเป็นคนไม่ชอบกินอาหารประเภทขยะ (Junk food) แม้ว่าเขาจะพยายามบอกก็ตามว่าเป็นเบอร์เกอร์สุขภาพเพราะมีอาหารครบหมู่ ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ชั้นดี ผักสดและทำใหม่สดเสมอ แต่ยังไงก็รู้สึกว่ามีไขมันและน้ำมันเยอะอยู่ดี ด้วยเพราะเป็นเวลาเริ่มดึกแล้วรถเมล์เริ่มแล่นถี่น้อยลง เราต้องยืนขาแข็งและมือแข็งฝ่าอากาศอันหนาวเหน็บรอรถเบอร์ห้าอยู่นานพอควร กว่าจะกลับถึงโรงแรมก็เล่นเอาหมดแรงเหมือนกัน 

21 กันยายน 2554

8. One fine day in Nara

    ตามความตั้งใจเราตื่นตั้งแต่ 6:30 โมงเช้า ไม่ให้เสียเวลาเที่ยวอาบน้ำแต่งตัวแล้วปรี่ไปยังห้องอาหารเช้าซึ่งเป็นห้องขนาดไม่ใหญ่นัก โรงแรมนี้เค้าตระเตรียมอาหารเช้าให้เราด้วย ราคารวมอยู่ในค่าห้องพักเหมาะสำหรับคนที่รักความสบายและชอบลองอาหารพื้นเมือง
     เราเป็นแขกรายแรกที่ไปถึง แม่ครัวชาวญี่ปุ่นกับผู้ช่วยสาวต่างกุลีกุจอพาเราไปนั่งยังโต๊ะอาหารซึ่งเขาจัดอาหารไว้เป็นชุดๆ สำหรับแต่ละคน มีหม้อต้มเต้าหู้อยู่ตรงกลาง อาหารเช้าแบบญี่ปุ่นประกอบไปด้วยจานหลักคือข้าวกับปลาแซลมอนย่างพร้อมเครื่องเคียงหลายอย่างและซุปเต้าหู้สาหร่าย น้องสาวผู้ช่วยแม่ครัวใหญ่จุดเตาต้มเต้าหู้พร้อมบอกวิธีการกินคือต้องรอให้น้ำเดือดก่อนแล้วใช้ทัพพีตักเต้าหู้มาใส่ในถ้วยที่มีซีอ้ิวและต้นหอมซอยละเอียดเพื่อเพิ่มรสชาติ เต้าหู้ที่เกียวโตค่อนข้างมีชื่อเสียงว่าอร่อยเด็ดเพราะเป็นเมืองที่มีน้ำแร่เยอะเหมาะกับการทำเต้าหู้ และเนื่องจากเป็นเมืองที่มีวัดมากมาย จึงมีผู้บริโภคมากนั่นก็คือพระซึ่งไม่ทานเนื้อสัตว์จึงทานเต้าหู้เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนทดแทน คุณสามารถหาทานได้ตามร้านอาหารทั่วไปโดยเฉพาะร้านที่อยู่แถวๆ วัดใหญ่ๆ ฤดูหนาวเป็นฤดูที่คนญี่ปุ่นนิยมทานเต้าหู้ที่สุด เพราะฤดูเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองที่ใช้ทำเต้าหู้นั้นคือช่วงเดือนตุลาคม กว่าจะตากจนแห้งและมาทำเต้าหู้ก็ราวๆ 
เดือมกราคม ความที่ชอบเต้าหู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วฉันเลยซัดเข้าไปถึงสามก้อนใหญ่ นี่ถ้าไม่เกรงใจท้องตัวเองคงได้สวาปามเข้าไปอีกแน่ๆ เต้าหู้ที่นี่แตกต่างจากที่ฉันเคยทานที่เมืองไทย รสชาติกลมกล่อม ผิวเรียบเนียนนกล่ินหอมอ่อนๆ เพิ่มอรรถรสในการกินได้อย่างมาก
     “เอ่อ … โออิชิ” ฉันเอ่ยปากชมรสอาหารอันโอชะกับคุณแม่ครัว เธอยิ้มจนตาเป็นเส้น โค้งตัวแล้วโค้งอีกหลายรอบจนส่งเราออกจากห้องอาหาร คนที่ชอบทำอาหารมักจะดีใจเสมอถ้าคนชมรสมือเรา จะยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ถ้าเขาทานจนหมดเกลี้ยง ว่าแล้วก็ตบพุงตัวเองเบาๆ
     เสียดายวันรุ่งขึ้นห้องครัวจะถูกปิดลงเพื่อซ่อมแซม เราจึงต้องฝากท้องไว้กับอาหารเช้าจานด่วนจากร้านสะดวกซื้อ




     เราเดินไปยังสถานีเกียวโตเพื่อจับรถไฟ JR ไปนาราเมืองหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่นและศูนย์กลางศาสนาพุทธ ใช้เวลาเดินทางแค่ 45 นาที ก็ถึงสถานีนารา ที่แรกที่เราจะแวะก็คือ 
วัดคุฟุคุจิ (Kufukuji temple) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่วัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองนารา แต่จริงๆ แล้วตอนเร่ิมสร้างนั้นตั้งอยู่ที่เมืองเกียวโต แล้วถึงย้ายมาที่ปัจจุบันเมื่อนารากลายเป็นเมืองหลวง
ในปี ค.ศ 710 ในสมัยก่อนมีวัดอยู่ในบริเวณมากถึง 175 วัด แต่ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่วัด ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นเจดีย์ห้าชั้นที่สูงถึง 50 เมตร วัดอื่นๆ ในบริเวณนั้นเป็นที่เก็บสมบัติโบราณ เช่น รูปปั้นพระพุทธรูปสำคัญๆ งานศิลปะในยุคโบราณ แต่สิ่งที่ผู้คนชื่นชอบทำอีกหนึ่งกิจกรรมเวลามาเที่ยวที่นี่ก็คือการเลี้ยงกวาง ซึ่งจะถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเดินปะปนกับผู้คน เพราะกวางถือเป็นผู้ถือสารจากพระเจ้า ส่วนใหญ่จะเชื่องและคุ้นเคยกับผู้คนเป็นอย่างดี ฉันเห็นว่ามันดูน่ารักดีแถมยังส่งสายตาใสซื่ออ้อนก็เลยไปซื้อขนมเซมเป้ราคา 150 เยน มาป้อนให้ แต่ปรากฏว่าฉันกลับถูกต้อนโดยฝูงกวาง บางตัวเอาจมูกมาชนฉันเพื่ออ้อนขอขนม บางตัวก็ชนกันเองเพื่อแย่งกันกินฉันตกใจเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยคุ้นเคยกับสัตว์ชนิดนี้ เลยร้องกรี้ดกร้าดยืนตัวแข็ง กลัวกวางจะกัดเอา เป็นที่ขบขันของผู้คนรอบข้าง 



     หลังจากนั้นเราเดินต่อไปยังวัดโทไดจิ (Todaiji temple) แค่เสาประตูไม้ตรงทางเข้าทางด้านใต้ (Nandaimon) ก็อลังการมากๆ ยิ่งใหญ่สมเป็นวัดที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนารา ผ่านเข้าไปภายในบริเวณวัดนั้นฉันถึงกับทึ่งในความย่ิงใหญ่และสวยงามของตัวโบสถ์ที่ทำจากไม้ทั้งหมดมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นี่ขนาดว่าสร้างใหม่เพียง 2/3 ของขนาดจริงเมื่อสร้างครั้งแรก ด้านหน้าก่อนบริเวณทางเข้ามีรูปแกะสลักทำจากไม้ของท่าน พินโดรา (Pindora) หรือ 
บินซูรุ (Binzuru) ซึ่งเป็นหนึ่งในพระอรหันต์ที่พระพุทธเจ้าขอร้องให้อยู่ต่อบนโลกเพื่อที่จะเผยแพร่ธรรมะ คนทั่วไปเชื่อกันว่าท่านมีพลังอำนาจในการรักษาเยียวยาอาการป่วย เพราะงั้นรูปปั้นของท่านจึงชำรุดเป็นจุดๆ เพราะคนนิยมมาลูบคลำตรงบริเวณที่ตัวเองมีอาการเจ็บป่วย สำหรับรูปแกะสลักไม้ที่อยู่ที่วัดโทไดจินี้ได้ถูกคลุมด้วยผ้าสีแดงและหมวกลักษณะเดียวกับหมวกทารกเพราะผู้คนเชื่อกันว่าท่านจะช่วยคุ้มครองอาการป่วยของเด็กๆ




     เมื่อเข้าไปด้านในจะเห็นพระพุทธรูปไดบุตสึ (Daibutsu) องค์ใหญ่มากสูงถึง 30 เมตร 
และทำจากทองสัมฤทธิ์และทองแดง และเนื่องมาจากขนาดที่ใหญ่โตทำให้พระเศียรนั้นหักพังลงหลายครั้งเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ด้านข้างซ้ายและขวามีรูปแกะสลักของพระโพธิสัตว์ เมื่อเดินอ้อมไปยังด้านหลังจะเห็นคนยืนมุงเสาๆ หนึ่งซึ่งถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตของการมาที่โทไดจิ นั่นก็คือการลอดช่องเล็กๆที่ถูกเจาะไว้ด้านล่างของเสา เชื่อกันว่าถ้าใครสามารถลอดผ่านได้ก็ถือเป็นการันตีการไปสู่สวรรค์ในที่สุด ฉันเลยรีบเดินผ่านไปในทันใด เพราะเกรงว่าถ้าเกิดติดกลางทางล่ะก็ นอกจากจะอายแล้วยังคงเสียขวัญ เอาไว้ทำบุญเยอะๆ กว่านี้หน่อยแล้วจะกลับมาลอด


     ถัดไปเราไปยังวัดคาซูกะ (Kasuga) ซึ่งเป็นวัดชินโต ระหว่างทางเดินไปนั้นแวดล้อมด้วยป่ามีต้นไม้ขึ้นรกครึ้มบรรยากาศสบายและสงบดี ให้เราเตรียมพร้อมในการสวดมนต์ วัดนี้มีจุดเด่นคือตะเกียงที่รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ในปัจจุบันจะจุดเฉพาะช่วงที่มีเทศกาล ถ้าเจอทางเดินที่มีตะเกียงหินอยู่สองข้างทางก็มั่นใจได้เลยว่ามาถูกทางแล้ว ตัวศาลเจ้านั้นจะรื้อและสร้างใหม่ทุกๆ 20 ปี ตามหลักการของศาสนาชินโต ซึ่งสืบทอดประเพณีนี้มาจนถึงปัจจุบัน



     ระหว่างทางเดินกลับไปยังสถานีรถไฟนั้นมีวัดเล็กๆ อีกหลายวัดที่สามารถแวะดูได้ตามความชอบ แต่ส่วนใหญ่ต้องเสียเงินบำรุงเป็นค่าเข้าชม
     หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จและมุ่งหน้ากลับ ฉันเหลือบไปเห็นคุณลุงคนหนึ่งกำลังพยายามเข็นจักรยานขึ้นเนิน (เพราะคงขี่ไม่ไหว) โดยมีรถยนต์จอดด้านหลังรอให้แกเข็นเลยไปแล้วถึงจะแล่นต่อได้สภาพแกน่าสงสารมากเพราะอายุมากแล้ว ตัวผอมบาง กว่าจะขยับได้ก้าวหนึ่งต้องใช้เวลานานมาก ฉันเลยเดินเข้าไปอาสาช่วยเข็นจักรยานให้ คว้าแฮนด์ปุ๊บก็เข็นไปด้านหน้าทันที กะว่าจะไปจอดไว้ด้านบนให้แกมาขี่ต่อ ปรากฏว่าแกก็ยืนเฉยๆ ไม่ยอมขยับไปไหน แถมพูดอะไรไม่รู้ ไม่รู้เรื่อง เมื่อใช้สมองอันน้อยนิด วิเคราะห์ก็เพิ่งเข้าใจว่า แกเดินเองไม่ได้ ต้องมีจักรยานเป็นตัวช่วยเพื่อขยับไปด้านหน้า ฉันเลยต้องเข็นจักรยานกลับมาใหม่ให้แกจับ แล้วก็เข็นทั้งรถทั้งคนไปพร้อมๆ กัน เมื่อไปถึงด้านบนเนินแกก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พูดภาษาญี่ปุ่นสวนมา เดาว่าแกคงขอบอกขอบใจที่ช่วยเข็นจักรยานให้
     นึกแล้วก็อดสงสารไม่ได้ แก่ป่านนี้แล้วน่าจะอยู่บ้านสบายๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้แกจะเข็นจักรยานอยู่แถวเดิมอีกรึเปล่า

20 กันยายน 2554

7. วัดกับธรรมชาติบำบัด

     เดินทอดน่องชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย เพื่อไปยังจุดมุ่งหมายถัดไปนั่นก็คือ วัดเอคันโด (Eikando Temple) หรือชื่อดั้งเดิมคือ เซนรินจิ (Zenrin-ji Temple) วัดนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี แต่ที่เห็นในปัจจุบันนั้นได้รับการก่อสร้างใหม่เนื่องจากถูกทำลายลงถึง 2 ครั้ง 2 ครา ครั้งแรกคือระหว่างสงครามโอนิน และอีกช่วงหนึ่งคือช่วงที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้ศาสนาชินโตเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธและศาสนสถานต่างๆ จึงไม่ได้รับการทำนุบำรุงหรือถึงขั้นถูกทำลายลงหลายแห่ง แต่หลังจากนั้นพระที่ประจำที่วัดก็ได้ช่วยกันคนละไม้ละมือสร้างวัดขึ้นมาใหม่ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จ
     ตัววัดมีบริเวณค่อนข้างกว้างขวางและเหมือนวัดอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีต้นไม้มากมายโดยเฉพาะต้นเมเป้ิลซึ่งเป็นจุดเด่นของสวนภายในบริเวณวัด ต้องเสียค่าเข้าชม 
600 เยน สำหรับผู้ใหญ่ และ 400 เยน สำหรับเด็ก สามารถถ่ายรูปได้เฉพาะด้านนอก 
ห้ามถ่ายสถาปัตยกรรมภายใน



     เราเดินเข้าไปภายในบริเวณตัววัดซึ่งเขาจะมีรองเท้าที่ใช้สวมภายในให้เปลี่ยน มีทางเดินที่เดินต่อไปชมวัดในหลายๆ ส่วน มีพระพุทธรูปที่สำคัญคือ พระมิเกริ อมิดะ (Mikaeri Amida) หรือเป็นปางหนึ่งของพระอมิตาบะ  (Amitaba) (พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งของศาสนาพุทธสาย Pure land) ซึ่งมีลัษณะในการโพสต์ท่าแทนที่จะมองตรงมาด้านหน้าเหมือนรูปอื่นๆ กลับหันซ้ายไปมองทางด้านหลัง ซึ่งตามตำนานนั้เชื่อกันว่าในระหว่างการทำวัดของพระรูปหนึ่งนามว่า โยกัน (Yokan  หรือมักเป็นที่รู้จักกันในนาม เอคัน (Eikan) นั้น พระมิเกริ อมิดะ ได้เสด็จ
ดำเนินเยื้องกายไปยังด้านหน้า ทำให้พระเอคันตื่นตระหนกและไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ พระมิเกริ อมิดะ จึงได้เปล่งวาจาออกมาว่า “ตามเรามา” ภาพนั้นเป็นภาพประทับใจทำให้พระเอคันอยากจดจำและเก็บเอาไว้ จึงเป็นที่มาของปางหันซ้ายนี้ ซึ่งถ้าจะแปลความหมายแล้วนั้น ก็คงแปลได้ว่าเป็นการหยุดรอผู้ที่เดินตามหลัง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีเมตตาต่อผู้คน
     อีกส่ิงหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของวัดนี้ก็คือ บ่อน้ำซุยคินคันซึ (Suikinkutsu) เป็นบ่อน้ำที่ทำไว้เพื่อสร้างเสียงอย่าเพิ่งงง คือว่าบ่อน้ำนี้จะถูกดีไซน์ไว้โดยขังน้ำไว้ด้านล่าง ส่วนด้านบนจะมีไม้ไผ่เรียงกันตรงปากบ่อ เพื่อให้คนที่มาเยี่ยมชมวัดตักน้ำและเทลงไปตามร่องไผ่ เมื่อน้ำที่เทลงไปกระทบกับน้ำด้านล่างจะเกิดเสียงสะท้อน แต่อย่าเทโครมๆ นะ ต้องค่อยๆ เท ใช้สมาธิกับการเทน้ำและเงี่ยหูฟัง จะได้ยินเสียงแปลกๆ ไพเราะคล้ายๆ เสียงพินของญี่ปุ่น เสียงของธรรมชาติมักเป็นเสียงที่สวยงามไร้การปรุงแต่ง ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย แถมยังอาจทำให้จิตใจมนุษย์อ่อนโยนลง 




     เราสามารถเดินต่อขึ้นไปด้านบนเนินเขาที่มีเจดีย์ทาโฮโต (Tahoto Pagoda) ตั้งอยู่ 
ซึ่งจะสามารถมองลงมาเห็นวิวสวยของเมืองเกียวโตได้




     วัดต่อไปที่เราไปเยี่ยมชมคือวัด นานเซนจิ (Nanzenji Temple) เป็นวัดเซนที่สำคัญ 1 ใน 5 ของวัดเซนสาย รินไซ (Rinzai Zen) ศาสนาพุทธนิกายเซนนั้นมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีโอกาสที่จะตรัสรู้ได้เฉกเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าถ้าสามารถขจัดความโง่เขลาเบาปัญญาออกไป ซึ่งจะเน้นการนั่งสมาธิหาใช่การท่องจำพระไตรปิฏกหรือการประกอบพิธีทางศาสนา นอกจากนี้ยังเน้นเรื่องการตั้งคำถามเพื่อให้ถามตอบซึ่งจะนำไปสู่การหยั่งรู้ในหลักความจริงทั้งหลาย นิกายเซนนั้นได้รับการเผยแพร่จากประเทศจีนและมีอิทธิพลไม่เพียงแต่ด้านศาสนาแต่ยังลามไปถึงวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนภาพด้วยหมึก การจัดสวน พิธีชงชา การเขียนอักขระ หรือแม้แต่ยุทธศาสตร์ในการรบ ทำให้ในสมัยก่อนนั้นนักบวชมีอิทธิพลด้านการปกครองและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น
      ด้านหน้าทางเข้าวัดนั้นมีประตูขนาดใหญ่ทำด้วยไม้ ซึ่งถือเป็นทางเข้าไปสู่ส่วนที่มีความศักดิสิทธิ์ เมื่อผ่านเข้ามาแล้วสองข้างทางจะเป็นสวนมีต้นไม้ปลูกเรียงรายนำไปสู่ตัววัดด้านใน ภายในบริเวณมีวัดย่อยๆ ถึง 12 วัด แต่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมเพียงไม่กี่แห่ง เราไปถึงตอนใกล้จะเย็นแล้ว แถมยังเป็นช่วงหน้าหนาวที่พระอาทิตย์ตกเร็ว อากาศจึงเริ่มเย็นขึ้นและเริ่มมืด เราเดินชมวัดไปตามทางเห็นสิ่งขัดตาอยู่หนึ่งอย่างนั่นก็คือ กำแพงสีส้มซึ่งดูยังไงก็ไม่ใช่สถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นแน่ๆ แต่การสร้างเจ้ากำแพงนี้ขึ้นมามีเหตุผลสนับสนุนนั่นก็คือเพื่อนำน้ำจากเขตใกล้เคียงเข้ามายังตัวเมือง เลยกลายเป็นว่าเป็นสิ่งที่โดดเด่นของที่นี่ไป เออ บางทีคนญี่ปุ่นก็แอบเห่ออะไรที่เป็นตะวันตกเหมือนกันนะเนี่ย




     สำหรับทัวร์วัดในวันนี้ก็จบลงเพียงแต่เท่านี้ แต่ต่อมช้อปนั้นยังเต้นตุบตับอยู่เพราะยังไม่ได้ทำงาน แถมมีเวลาเหลืออีกเยอะ ฉันตัดสินใจไปเดินช้อปปิ้งแถวสถานีรถไฟเกียวโตเพราะมีที่ช้อปปิ้งด้านล่างชื่อ The Cube ส่วนใหญ่จะเป็นร้านขายเสื้อผ้าเครื่องประดับ ซึ่งก็แน่นอนว่ามีความหนาระดับกันความหนาวต่ำกว่า 10 องศาได้ ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อมช้อปของฉันทำงานได้ดี ไม่มีเงินกระเด็นออกจากกระเป๋าซักนิด มีห้างฯ ดังที่เชื่อมต่อกับสถานีอีกแห่งหนึ่ง “อิเซตัน” ซึ่งมีชั้นมากมายถึง 11 ชั้นเลยทีเดียว ขายของราคาแพงหูฉีก จึงต้องตัดอกตัดใจรอหลังปีใหม่ค่อยซื้อของ เพราะจะเป็นช่วงกระหน่ำเซลล์ของห้างต่างๆ
     คืนนี้เราซื้ออาหารกล่องจากอิเซตันกลับมาทานที่โรงแรม ใช่ว่าจะถูกนะ สลัดผัก 800 เยน ปลาชุบแป้งทอด 800 เยน หมูทอดกับข้าว 800 เยน สรุปว่ามื้อนี้ 2,400 เยน ประมาณ 
800 กว่าบาท คืนนี้นอนเร็วหน่อย เพื่อจะได้ตื่นแต่เช้าไปเที่ยวนาราในวันรุ่งขึ้น