25 กรกฎาคม 2555

24. กุลมาร์ค ...​ นางงามตกรอบ

     วันนี้ดินบอกเราให้เตรียมตัวตื่นแต่เช้าไว้ก่อนเพราะต้องออกนอกเมืองอีกแล้ว ไม่รู้จะมีเคอร์ฟิวอีกรึเปล่า นฐกับพี่ลีคงยังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงไม่มีเสียงเล็ดลอดบ่งบอกว่า
ได้ลุกขึ้นมาแล้ว จะมีก็แต่ฉันและพนักงานประจำเรือซึ่งง่วนอยู่กับการตระเตรียมอาหารเช้า
ให้กับเรา ฉันไปเดินเล่นฆ่าเวลาก่อนทานอาหารเช้าตรงสวนข้างๆ เรือซึ่งปลูกต้นไม้ไว้พอสมควร ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน อากาศค่อนข้างเย็นจัดในช่วงเช้าและก็จะอุ่นขึ้นเรื่อยๆ 
เมื่อพระอาทิตย์เร่ิมทำงาน ต้องเตรียมเสื้อผ้ามาเผื่อให้เหมาะสมกับอากาศ ประมาณว่า
มีหลายๆ ชิ้น ถอดและใส่ได้ง่ายน่าจะดีกว่า 




     ด้านหลังของสวนเป็นบ้านคนงานและครัวที่ทำอาหารแสนอร่อยให้เราได้ทานกัน เดินสูดอากาศซักพักฉันก็กลับมาตามเวลานัดทานอาหารเช้าคือ 7 โมง วันนี้ฉันสั่งอาหารเช้าเป็นไข่คน (Scramble egg) เพื่อสร้างความแตกต่าง เขาเสริฟพร้อมขนมปังป้ิง เนย แยม น้ำผึ้ง และชากาแฟ ส่วนเพื่อนๆ ยังคงทานข้าวต้มกับไข่เจียว สงสัยจะเริ่มคิดถึงบ้าน
     ดินบอกว่าเราไม่ต้องรีบออกเดินทางแล้วเพราะไม่มีเคอร์ฟิว แหมเลยตื่นเช้าเก้อเลย แต่ถ้ามองในด้านดีก็ทำให้เราได้สูดอากาศบริสุทธิ์เย็นๆ ในตอนเช้ากะเค้าบ้าง
     เรานั่งเล่นอยู่ตรงชานบ้านเพื่อรอเวลาลงเรือ ชาบีร์ตื่นเช้าเป็นพิเศษท่าทางงุ่นง่านนั่งอ่านเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของบริษัททัวร์มากมาย ผมเผ้าที่กระเซิงไม่ได้มีการจัดระเบียบก่อนที่จะออกมาพบผู้คน เมื่อคืนอยู่ในชุดไหนเช้านี้ก็ยังหมกอยู่ในชุดเดิม จะว่าไปเขาก็มีคาแรกเตอร์ตลกๆ ดี เหมือนตัวการ์ตูน ไม่ค่อยซีเรียสอะไรกับชีวิตมาก ต่างจากหุ้นส่วนทางธุรกิจของเขา เช่นมุสตาฟาที่ดูเคร่งขรึมจริงจัง เขาคงหลบมาศรีนาการ์เพื่อพักผ่อนเป็นหลัก เรื่องธุรกิจเป็นเรื่องรอง ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเราเจอเขาบ้างช่วงค่ำๆ แม้ว่าจะอยู่บนบ้านเรือเดียวกันก็ตาม ทำตัวประหนึ่งนินจาผลุบๆ โผล่ๆ กลับเข้าบ้านเมื่อดึกแล้้วนอนตื่นสาย ไม่รู้วันๆ เขาหายไปไหนมาบ้าง เและเมื่อวันสุดท้ายของการพักผ่อนมาถึงเขาก็ต้องรีบตาลีตาเหลือกปั่นงาน
ให้เสร็จก่อนที่จะกลับไปเลย์
     “ชาบีร์ คุณอายุเท่าไหร่เหรอ” นฐถามเขา
     “38 ปีน่ะ”
     “แล้วมีภรรยารึยัง”
     “มีแล้วครับ มีลูกอีกหนึ่ง”
     “มีภรรยากี่คนล่ะ” ฉันแกล้งถามเขา
     “โอ้ย คนเดียวก็จะแย่แล้ว ลูกหนึ่งก็พอแล้ว ปิดอู่” เขาพูดขำๆ
     ชาบีร์พูดภาษาอังกฤษได้แบบกระท่อนกระแท่น ทำให้บางทีเราก็ฟังเขาไม่รู้เรื่อง เขาก็คงฟังเราไม่รู้เรื่องเหมือนกัน แต่เขาดูเป็นคนง่ายๆ จริงใจดี เขาบอกว่าจะแวะมาเที่ยวที่เมืองไทย
ตอนปลายปี นฐจึงชักชวนเขาให้นัดเจอกับเราเผื่อว่าจะได้รำลึกถึงความหลังครั้งที่นั่งรถฝ่า
การจราจรบนเขาด้วยกัน ไม่รู้ว่าแบบไหนจะทรมานกว่ากันระหว่างนั่งรถนานเพราะรถติดหรือเพราะถนนขรุขระ

ชาบีร์นั่งง่วน
พ่อครัวหนุ่ม
คนพายเรือ
     มีคนขายของพายเรือวนเวียนอยากเข้ามาขายของให้กับเราแต่ถูกดินสกัดไว้ไม่ให้ขึ้นมาด้านบน เขาคงรู้แล้วว่าเราไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่กับการที่มีคนมาตื้อขายของหรือถูกบังคับขาย ถ้าเราพอใจเราจะเลือกซื้อเอง เด็กชายอ้วนตากลมคนหนึ่งเล็ดลอดขึ้นมาได้ เขาเดินตรงดิ่งเข้ามาหาฉันเป็นคนแรก คงดูแล้วว่าคุณน้าคนนี้น่าจะใจอ่อนกับเด็ก สินค้าของเขาคือ
แซฟฟรอนใส่กล่องมีฉลากมาอย่างดี
     “ไม่ล่ะจ๊ะ เผอิญฉันซื้อไปแล้ว” ฉันปฏิเสธแบบนุ่มนวล
     เขาก็เริ่มเพ้อมุกเดิมๆ เหมือนที่เราเจอจากคนขายของที่พายเรือมาขนาบข้างเรือชิคาร่า
เพื่อพรีเซ้นท์สินค้าระยะประชิดตัว ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดดอกไม้ที่ไม่รู้ว่าปลูกขึ้นมาแล้วมันจะเป็นต้นอะไรหรือจะงอกรึเปล่าด้วยซ้ำ ผ้าคลุมไหล่ เครื่องใช้ที่ทำจากหนัง ฯลฯ
     “I am from the village” เขาคิดว่ามุกนี้คงเด็ดมากเราคงต้องสงสารและยอมซื้อของเขาแต่ฉันตอบเขาไปว่า
     “I am from the village too, a village called Bangkok”
     เขาอึ้งไป ทำหน้างง ทำอะไรต่อไม่ถูกแล้วจึงเดินจากไป
     คนขายเครื่องประดับจะพยายามมาขายของฉันบ้างแต่ถูกดีนห้ามไม่ให้ขึ้นด้านบน
     หนุ่มอีกคนมาแบบเนียนๆ เดินทักทายคุยกับคนโน้นทีคนนี้ที แล้ววกมาหาฉัน แนะนำตัวเองว่าเขาเป็นคนขายกระเป๋าหนังแกะปักลายสวยงาม มีขนาดใหญ่เล็กมากมายพร้อมโชว์ของตัวอย่างให้ดูแถมมีมุกเด็ดมัดใจลูกค้า
     “ผมไม่อยากรบกวนเวลาคุณตอนนี้เพราะรู้ว่าคุณจะออกไปข้างนอก แต่ผมมีของมากมาย อยากจะให้ดู ผมจะแวะมาหาใหม่ตอนบ่ายนะครับ”
     มนต์สะกดของเขาได้ผล ฉันเออออไปกับเขา คิดว่าอาจจะซื้ออะไรบางอย่างไปเป็นของฝาก (เปล่านะไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นชายหนุ่มเลยยอมใจอ่อน)

คนขายของเจ้าคารม
     เราออกเดินทางไปกุลมาร์ค (Gulmarg) ตอนเวลาประมาณ 9 โมงครึ่ง โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงทั้งๆ ที่อยู่ห่างออกไปเพียงแค่ 50 กิโลเมตรกว่าๆ เท่านั้น แต่เป็นเพราะรถในเมืองขาออกไปนั้นติดอย่างมหากาพย์กว่าเราจะไปถึงก็ 11  โมงครึ่งแล้ว ที่นี่คล้ายวนอุทยานบ้านเราถูกดูแลรักษาอย่างเข้มงวดตรงทางขึ้นไปยังเนินเขาด้านบนนั้นเราต้องถูกตรวจพาสปอร์ตอีกครั้ง
     กุลมาร์คเป็นที่ท่องเที่ยวที่คนนิยมมาเล่นสกีกัน ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวคึกคักในช่วงธันวาคมไปจนถึงกุมภาพันธ์ ส่วนหน้าร้อนก็จะเป็นช่วงพฤษภาคมถึงกันยายนที่มีดอกไม้ออกดอก
หลากชนิดสมกับชื่อเมืองที่แปลว่า “ทุ่งดอกไม้” แล้วเรามาทำอะไรกันตอนนี้เนี่ย ดีนพาขึ้นไปตรงบริเวณที่เป็นแหล่งชุมชนมีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก แต่ทุกอย่างปิดตัวลง เพราะอยู่นอกฤดูกาลแถมเคราะห์ซ้ำกรรมซ้อนมีเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงก่อนหน้านี้อีก เลยไม่มีแม้แต่เงาของนักท่องเที่ยว ดูช่างเงียบเหงา หญ้าบนภูเขาแห้งกรอบไม่หลงเหลือความสวยงามใดๆ แล้วแถมรถเคเบิ้ลที่ปกติจะนำนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนสถานีสกีที่จะเป็นจุด
เร่ิมต้นของการเล่นนั้นก็ปิดทำการ มีคนท้องถิ่นพยายามนำม้ามานำเสนอให้เราขี่แต่ฉันยัง
เจ็บก้นไม่หายตั้งแต่เมื่อวานเลยขอผ่าน แต่ไหนๆ ก็มาแล้วเดินเล่นออกกำลังกายซะหน่อย
ก็แล้วกัน เราเดินขึ้นไปบนเนินซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์นิกายโปรแตสแต้นท์ซึ่งมีเด็กหนุ่มเฝ้าอยู่สองคน แล้วเดินอ้อมไปอีกทางเพื่อไปดูวัดฮินดูซึ่งอยู่อีกเนินเขานึง ดีนบอกว่ามีมัสยิดอีกที่แต่อยู่บนเนินเขาอีกลูกหนึ่งเผื่อจะได้ครบทุกศาสนา แต่เราร้อนและเมื่อยเกินกว่าจะมีอารมณ์เดินต่อไป และถึงจะไป ถ้าไม่สามารถเข้าไปด้านในได้จะมีประโยชน์อะไร จึงตัดสินใจกลับลงไปด้านล่างเพื่อทานอาหารกลางวัน ระหว่างทางมีจุดชมวิวอีกหนึ่งจุดที่มองไปเห็นทิวเขาเรียงต่อๆ กัน ต้นไม้เขียวชอุ่มปกคลุมเต็มพื้นที่ แถวนี้คงมีออกซิเจนเยอะมาก





     เราออกจะรู้สึกผิดหวังกับกุลมาร์ค อาจเป็นเพราะเราผ่านความสวยมากๆ มาเยอะแล้ว พอเจออะไรที่ธรรมดาก็เลยอดเปรียบเทียบไม่ได้ ถ้าฉันทำบริษัททัวร์ที่นี่คงอยากปรับโปรแกรม
ในช่วงนอกฤดูกาลนิดหน่อย นักท่องเที่ยวจะได้มีเรื่องตื่นเต้นให้ทำ เพราะเมื่อเราเจอ โซนามาร์ค พาฮัลแกม มาแล้ว กุลมาร์คก็เลยดูด้อยไป ถ้าจะให้ดีน่าจะพาไปดูพวกหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทำงานฝีมือหัตถกรรม ทอผ้าคลุมไหล่ ทำเครื่องเทศ อบผลไม้แห้ง หรือกิจกรรมแบบชาวบ้านชาวถิ่นเค้าทำกันจะน่าสนใจกว่า
     สำหรับเมืองที่รายได้ขึ้นกับการท่องเที่ยวนั้นผู้คนต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางที่จะสร้างรายได้ให้มากที่สุดเมื่อฤดูกาลมาถึง และเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรที่จะมีผลกระทบกับตัวเลขนักท่องเที่ยวนั่นก็แปลว่าจะมีผลกระทบกับรายได้ที่จะเข้ากระเป๋าเขาด้วย เพราะ นักท่องเที่ยว = รายได้ สมการง่ายๆ แต่กลับซับซ้อนเพราะภายใต้คำว่า “นักท่องเที่ยว” นั้นยังมีสิ่งอื่นที่มีผลกระทบต่อการมาหรือไม่มาของเขาเหล่านั้น  ฉันพยายามที่จะคิดเอาใจเขามาใส่ใจเรา พยายามที่จะไม่รำคาญเมื่อมีคนมาตื้อให้ซื้อของมากๆ พยายามที่จะช่วยเท่าที่ทำได้ พยายามที่จะทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะไม่รู้สึกผิดหวังกับการมาเที่ยวที่นี่ มองในส่ิงที่เขาเป็น 
เห็นในส่ิงที่เกิดขึ้นและเห็นใจกับชีวิตที่เลือกเองไม่ได้
     เราอยู่กับความไม่แน่นอนด้วยกันทั้งนั้น … ใครจะไปรู้ว่าพรุ่งนี้ชีวิตจะเป็นอย่างไร

24 กรกฎาคม 2555

23. ล้วงลึกแคชเมียร์

     เรานั่งพักซักครู่กะว่าแดดร่มลมตกแล้วจะออกไปพายเรือเล่นกัน โดยมีมือพายชื่อ “นางสาวมาลี” หญิงไทยจากราชบุรีที่เป็นตัวแทนเข้าแข่งขันกับมือพายชาวท้องถ่ิน
     ฉันกับนฐนั่งอยู่ด้านหน้าเรือต่างคนต่างใช้สมาธิกับกิจกรรมในความสนใจของตัวเอง ซักครู่ก็มีผู้ชายหนุ่มรูปร่างท้วมคนหนึ่งเดินมาที่เรือของเรา เขาแนะนำตัวว่าชื่อ “มุสตาฟาร์” (Mustafar) เจ้าของบริษัททัวร์และบ้านเรือ เขาเริ่มพูดคุยทำความคุ้นเคยกับเรา ดูลักษณะแล้วเป็นคนมีอัธยาศัยดี มีการศึกษา รู้จากลูกน้องเขาทีหลังว่าเขามีอายุเพียงแค่ 28 ปีเท่านั้น มีพี่ชาย 2 คน และภรรยา 1 คนเป็นชาวญี่ปุ่น ตอนนี้เป็นผู้สืบทอดกิจการบ้านเรือต่อจากพ่อโดยแบ่งกันดูแลเรือทั้ง 6 ลำกับญาติๆ ในครอบครัว
     เรานั่งคุยกันพักใหญ่ในเรื่องเคร่งเครียดบ้างไม่เครียดบ้างโดยการสัมภาษณ์จากคนอยากรู้อย่างฉัน ด้วยความที่ฉันอยากจะเข้าใจให้ลึกซึ้งถึงสถานการณ์การเมืองของแคชเมียร์เนื่องจากมีความรู้เพียงแค่หางอึ่ง และการอ่านจากข่าวต่างๆ ที่เขียนโดยนักข่าวต่างประเทศนั้นไม่ได้แปลว่าทุกอย่างเป็นความจริง ดูได้จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพเมื่อตอนต้นปี แต่ละข่าวที่ออกไปในต่างประเทศนั้นดูรุนแรงและแผ่ซ่านเหมือนว่าประเทศไทยทั้งประเทศ
ตกอยู่ในสถานการณ์ร้ายแรง แต่ในความเป็นจริงก็อย่างที่เรารู้ๆ กันว่ามันเป็นเพียงแค่บางจุดเท่านั้น การทำข่าวเป็นเพียงการรายงานสถานการณ์รายวันในแต่ละจุดที่เหตุเกิดหาใช่การวิเคราะห์อย่างรู้จริง เพราะฉะนั้นการดูหรือฟังแต่ข่าวอย่างเดียวอาจทำให้ความเข้าใจของเราคลาดเคลื่อนได้
     มุสตาฟาร์เลยเล่าประวัติแคชเมียร์ย้อนไปกว่า 20 ปีให้ฟัง รายละเอียดตรงนี้คงต้องขอเก็บเป็นความลับระหว่างฉันกับเขา จะเล่าเฉพาะเท่าที่เล่าได้เพราะถึงเขียนไปก็คงถูกเซนเซอร์อย่างแน่นอน เอาเป็นว่าฉันมีความเข้าใจในเรื่องความอ่อนไหวของส่ิงที่เกิดขึ้นที่นั่นพร้อมกับเหตุผลสนับสนุนของเหตุความรุนแรงได้ดีขึ้น จริงๆ แล้วมันก็คล้ายๆ กันทุกที่ นั่นคือ เรื่องของความคิดที่แตกต่างและความใจแคบที่ไม่ยอมจะเข้าใจและยอมรับเหตุผลของอีกฝ่ายและเลือกที่จะใช้ความรุนแรงในการปรามให้คนหยุดที่จะตีแผ่และแสดงความคิดของตัวเอง ทำให้เหตุการณ์บานปลายและลุกลามใหญ่โตมากขึ้น แต่ละคนย่อมมีมุมมองและความคิดเป็นของตัวเอง
     “แล้วจริงๆ คนแคชเมียร์อยากอยู่กับอินเดียหรือปากีสถานล่ะ”
     ฉันได้ยินได้ฟังมามากว่าแคชเมียร์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของอินเดีย คนแคชเมียร์ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนอินเดีย
      “มี 3 กลุ่มครับ เลือกที่จะอยู่กับอินเดียก็มี ปากีสถานก็มี แล้วก็พวกที่อยากอยู่เป็นอิสระ
ไม่ขึ้นกับใคร”
      “แล้วคุณล่ะ”
      “สำหรับผม ตอนนี้ยังไงก็ได้แล้วครับ ผมแค่อยากทำงาน อยากให้ธุรกิจมันกลับมาเป็นปกติ 4 เดือนที่ผ่านมานี้ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย กิจการเราแย่ลง ชาวบ้านไม่มีข้าวกิน คนงานไม่มีงานทำ” เขาดูจริงจังและเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
      “จริงๆ ก็คล้ายๆ ที่เมืองไทยน่ะแหล่ะนะ เราก็มีเรื่องความแตกต่างและขัดแย้งเหมือนๆ กัน”
      “เราเคยขอให้รัฐบาลทำผลประชามติให้คนโหวตไปเลยว่าอยากอยู่กับใครแต่เขาก็ไม่ยอม”
      ก็ใครจะไปยอมล่ะ ผู้มีอำนาจก็ย่อมที่อยากจะรักษาอำนาจนั้นไว้ให้นานที่สุด
      “ชาวบ้านคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ยุติธรรมเพราะเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาประท้วง ก็ต้องให้สิทธิ์เค้า ไม่งั้นจะบอกว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยได้อย่างไร แต่ตำรวจกลับตอบแทนด้วยการใช้ปืนยิงคน แต่ทีกลุ่มอีกศาสนาหนึ่งพอมีการประท้วง เขาใช้น้ำฉีด เหตุการณ์ยิ่งบานปลายตอนที่เด็กวัยรุ่นหลายคนถูกยิงตายเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนหน้านี้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมาก กว่าคนจากทางรัฐบาลเดินทางมาก็ช้ามาก พอพูดคุยก็เหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นมาหน่อย แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข อย่างเรื่องเคอร์ฟิวนี่ก็มีผลต่อธุรกิจมาก เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะเคอร์ฟิวเมื่อไหร่ ที่ไหน ทำให้บางทีไกด์ก็ไม่สามารถเดินทางมาหานักท่องเที่ยวได้”
     จริงๆ ไกด์ของเราไม่ใช่ดีน แต่ด้วยเรื่องความไม่แน่นอนนั้นทำให้ทางทัวร์เปลี่ยนแปลงเป็นดีนดูแลเราทุกอย่างทุกเรื่อง อาจเป็นเพราะเขากินนอนอยู่บนเรืออยู่แล้ว
     ฉันรู้สึกเห็นใจคนที่นี่อย่างมาก ชีวิตที่อยู่ด้วยความหวาดระแวงและไม่มีอิสระ ก็เหมือนถูกขังไว้ในบ้านตัวเองโดยทำอะไรไม่ได้
     “ผมว่าผมเคยเจอคุณนะ คุณหน้าคุ้นๆ” เขาเพ่งมองมาที่ฉัน
      “เหรอ ฉันมาอินเดียหนที่แล้วประมาณ 3 ปี เกือบ 4 ปีแล้ว แต่ไปราชาสถานนะ ให้ทาง
โกลบอลฮอลิเดย์จัดเหมือนกัน มากับเพื่อนอีก 3 คน”
      “โกลบอลฮอลิเดย์เป็นบริษัทที่ดีนะครับ ผมทำงานกับบริษัททัวร์ไทยที่อื่นด้วยถ้าเทียบกัน 
ที่นี่น่าจะดีที่สุดเพราะเค้ามีความใส่ใจลูกค้า ผมได้เรียนรู้การทำงานจากเค้าเยอะเลย”
      มุสตาฟาร์ถือเป็นคนที่มีมารยาทและจรรยาบรรณในการทำงานมากแม้จะอายุไม่มาก 
นฐถามเขาเรื่องทัวร์มาเที่ยวอินเดียในทริปหน้า ส่ิงที่เขาตอบกลับมาคือ
      “คุณติดต่อจากโกลบอลฮอลิเดย์ได้เลย”
      ถ้าเป็นแขกคนอื่นเขาคงรีบคว้าลูกค้าไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเหตุการณ​​์ที่กระทบกับการท่องเที่ยวขนาดนี้
      เขาบอกว่าคุณพ่อเขาสอนมาว่าถ้าคิดจะทำธุรกิจให้ได้นานๆ ต้องจริงใจและซื่อสัตย์ การโลภเพียงแค่ครั้งเดียวอาจหหมายถึงครั้งสุดท้ายของโอกาส
      ฉันรู้สึกประทับใจมุสตาฟาร์มาก ดูเขาเป็นคนตรงๆ และสปอร์ตดี หลังจากคุยกันพักใหญ่เขาเข้าไปด้านในเพื่อคุยกับดีน และกลับออกมาหาฉันพร้อมกับคำขอร้อง
       “ผมฝากแซฟฟรอนนี้กลับไปให้คุณนีรชาที่โกลบอลฮอลิเดย์ได้มั้ยครับ”
       “อ๋อได้สิ ไม่มีปัญหา ยังไงโทรบอกเค้าหน่อยแล้วกันนะว่าฝากไปกับฉัน”
       มุสตาฟาร์ยังไม่เคยไปเมืองไทยเพราะติดภารกิจมากมาย ฉันเชื่อว่าเขาน่าที่จะชอบเมืองไทยเหมือนกัน เพราะความสวยงามของประเทศเราก็ไม่ได้น้อยหน้าบ้านเขาเลย
       เมื่อแดดเร่ิมลดความแรงลง เราชักชวนกันออกไปพายเรือเล่นโดยมีสปอนเซอร์คือดีน
ให้ยืมเรือ ฝีพายมือหนึ่งของเรานั้นทำหน้าที่ได้ดีมาก มากซะจนชาวบ้านแถวนั้นพายเรือผ่านไปแล้วต้องเหลียวกลับมามองพร้อมอมยิ้มมุมปาก บ้างก็ชมว่าฝีมือฉกาจ บ้างก็ถามว่ามาจากประเทศอะไรทำไมพายเรือเก่งขนาดนี้ เราภูมิใจที่ได้ทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยถึงแม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย พี่ลีพายพาเราไปทั่วคุ้งน้ำเยี่ยมชมบ้านเรือนผู้คนแถมแวะซื้อผลไม้จากร้านค้าริมน้ำ ขนาดตำรวจน้ำยังนึกว่าเธอเป็นชาวท้องถิ่น พ่นภาษาพื้นเมืองใส่จนเรางง บรรยากาศยามเย็นนี้ค่อนข้างสบายๆ ไม่มีใครตามมาประกบเรือเราเพื่อขายของ เขาอาจจะเคลิ้มนึกไปว่าเราเป็นคนท้องถิ่น อากาศเริ่มเย็นๆ และสดชื่น น้ำในทะเลสาปไม่เหม็นเหมือนที่บางคนขู่ไว้เพียงแต่ว่ามีสาหร่ายใต้น้ำเยอะมาก ทำให้เริ่มเกิดมลภาวะเป็นปัญหาหลักของทะเลสาปดาลตอนนี้ทางการต้องเร่งมือในการกำจัดสาหร่ายโดยการตักขึ้นมาและนำไปทำเป็นปุ๋ยต่อไป แหมน่าให้คนไทยมาแนะนำวิธีกำจัดผักตบชวาหรือวิธีการนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ใครจะไปรู้เราอาจจะนำเข้าสาหร่ายแคชเมียร์มาทอดกรอบใส่ถุงขายแข่งกับเจ้าตลาดก็ได้








     เรากลับไปถึงเรือกันตอน 6 โมงครึ่ง ซึ่งดีนได้เตรียมอาหารไว้ให้เราพร้อมแล้ว เราเลยสนองเขาด้วยการตั้งอกตั้งใจกินเพราะตั้งตารอเมนูใหม่ๆ จากคริสตัลพาเลสทุกวัน ด้วยว่าอาหารอร่อยมีคุณภาพเหลือเกิน น้ำหนักที่หายไปช่วงอาทิตย์ก่อนหน้านี้คงจะกลับมาทำให้เราอ้วนพีเหมือนเดิม เมนูวันนี้ได้แก่ แกงแพะ ดอกกะหล่ำต้ม ผัดมันฝรั่งกับถั่วลันเตา และมีของแถมถูกใจชาวกรุงเทพคือไข่เจียวรสเด็ด เรากินกันจนพุงแทบระเบิด
     ทานข้าวเสร็จแต่หัวค่ำเลยมีเวลาไปนั่งเอ้อระเหยด้านหน้าเรือ เขียนบันทึกไปเปิดดูรูปที่ถ่ายมาประกอบกับเสียงสวดมนต์รอบสุดท้ายของวันนี้ที่ดังสะท้อนคุ้งน้ำมาจากฝั่งตรงข้าม อากาศเย็นกำลังดี เมื่อเสียงสวดมนต์จบลงความเงียบงันก็เข้ามาแทนที่ ไม่มีแม้แต่เสียงพายเรือ
     ป่านนี้ทุกคนคงกลับบ้านไปหาคนที่รักกันแล้ว เราเองก็เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น
ก็ต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง เวลาช่างผ่านไปรวดเร็ว 8 วันแล้วกับการเดินทางที่มีเรื่องราวมากมายหลากหลายอารมณ์

23 กรกฎาคม 2555

22. ชีวิตภายใต้เคอร์ฟิว

พาฮาลแกม (Pahalgam) เป็นเมืองท่องเที่ยวอีกหนึ่งเมืองของแคชเมียร์ ซึ่งอยู่ห่างจากศรีนาการ์ไปประมาณ 96 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งรถประมาณ​ 2 ชั่วโมง เวลานัดหมายในการออกเดินทางสำหรับเช้าวันนนี้คือ 8 โมงกว่าๆ ได้นอนเต็มอ่ิมสบายๆ หลังจากที่ต้องตื่นก่อนนกและไก่มาหลายวัน เราตั้งใจว่าจะทานอาหารเช้าตอน 7 โมงครึ่ง แต่เมื่อเวลาเดินเลยเลข 7 ไปแป้บเดียวดินก็มาเคาะห้องถามว่าฉันตื่นรึยัง
“เราต้องออกจากเรือเร็วขึ้นวันนี้ เพราะช่วงเช้ามีเคอร์ฟิว” เขาประกาศ
            นั่นไง เจอเข้าแล้ว
            ฉันรีบแต่งตัวและออกมาทานอาหารเช้า นฐกับพี่ลีตามมาในอีกไม่นาน อาหารเช้า
ดูน่าทานมาก มีขนมปังปิ้ง พร้อมแยม น้ำผึ้ง กล้วยหอม ชากาแฟ และตบท้ายด้วย “ข้าวต้ม” กับ “ไข่เจียว” เอาใจคนไทยสุดๆ ไม่อยากจะบอกเลยว่าพ่อครัวที่นี่ทอดไข่เจียวได้เหมือน
คนไทยทอดมาก ทั้งหนานุ่มเนียนรสชาติเค็มกำลังดี เหยาะซอสปรุงรสอีกหน่อยอร่อยน้ำตาแทบไหล ส่วนใหญ่เวลาสั่งไข่เจียวในต่างประเทศนั้นไม่เคยได้เหมือนอย่างใจซักที บางทีก็แบนแต๊ด บางทีไข่ขาวกับไข่แดงก็ไม่ปรองดองกันหน้าตาเลยออกมาเหมือนไข่ลายมากกว่า อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมที่นี่ฝึกพ่อครัวมาดีจังมัดใจลูกค้าอยู่หมัดเลย ก็สำหรับคนไทยเราเนี่ย “เรื่องกิน…เรื่องใหญ่”
เราพร้อมออกเดินทางก่อนเวลา 8 โมง นั่งเรือ กระโดดขึ้นรถ แล้วออกเดินทางอย่างเร็วประหนึ่งสายลมพร้อมรับสถานการณ์ทุกรูปแบบ หวังว่าคงไม่มี พรก ฉุกเฉินตามมาอีกนะตามถนนหนทางที่เราผ่านไปนั้นเต็มไปด้วยตำรวจแต่งชุดเตรียมพร้อม มีอาวุธครบมือ พร้อมโล่ป้องกัน ดูหน้าตาจริงจังขึงขังมาก เราถูกหยุดตรงด่านหนึ่งตำรวจถามดีนสองสามคำถามว่าเรามาจากไหนและกำลังจะเดินทางไปไหนกัน แต่ไม่ได้ตรวจตราอะไรมากมาย คงเห็นหน้าเราซื่อๆ ไม่น่ามีพิษภัยอะไร ฉันคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพเมื่อตอนต้นปีครั้งไหนก็รู้สึกเสียใจและหวาดผวาทุกครั้ง ไม่รู้ว่าคนที่นี่จะรู้สึกอย่างเดียวกันรึเปล่า หรือว่าเขารู้สึกชินจนด้านชาซะแล้ว
ถนนที่ออกไปนอกเมืองนั้นราบเรียบไม่มีสะดุ้งสะเทือนเหมือนอาทิตย์ที่ผ่านมา วิวทิวทัศน์นั้นสวยงามเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม มีนาข้าวสีเขียวสด เค้าบอกกันว่าเราควรมองไกลๆ ไปยังธรรมชาติที่เป็นสีเขียวบ้างไม่ใช่จ้องแต่จอคอมพิวเตอร์อย่างเดียว ตาจะได้หยุดพักผ่อนบ้าง และแล้วเราก็ไปถึงพาฮาลแกม สถานที่ตากอากาศในหน้าร้อนและท่องเที่ยวในหน้าหนาว แคชเมียร์ได้เปรียบลาดัคห์เรื่องอากาศที่ไม่หนาวเย็นเกินไปและสภาพแวดล้อมที่มีภูเขาเขียวชะอุ่มทำให้ท่องเที่ยวได้ทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว แต่ช่วงหน้าร้อนมีกิจกรรมให้ทำเยอะกว่า ไม่ว่าจะเป็นล่องแก่ง ตกปลา เดินป่า ขี่ม้า หรือไต่เขา เผอิญว่าเรามาในช่วงคาบเกี่ยว จะร้อนก็ไม่ใช่หนาวก็ไม่เชิง ฝนก็ไม่มี หิมะก็ไม่มา ก็เลยงงๆ ว่าจะทำอะไรดี
รถไปแวะพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดหยุดพักสำหรับทานข้าวกลางวันในวันนี้ โรงแรมนี้อยู่ติดกับลำธารสายเล็ก สองข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่ วิวสวยทีเดียว ระหว่างที่รอทานอาหารกลางวันเราตัดสินใจว่าจะเช่าม้าขี่ไปบนภูเขากันโดยเช่าจากชาวบ้านแถวๆ นั้น สนนราคา 500 รูปี ซึ่งจะพาไปแวะดูวิว 3 จุด ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ถ้าไปน้อยกว่านั้นก็ถูกลง แต่ไหนๆ เราก็ไม่มีอะไรทำไปมากกว่านั้นอยู่แล้ว ไปอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติน่าจะดีกว่า คนจูงม้าเดินพาเราไปตามถนนเล็กๆ ที่ทอดตัวสู่ป่าใหญ่ ด้านหน้า เราต้องผ่านหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งเพื่อขึ้นไปบนเขาซึ่งทางค่อนข้างทุลักทุเลและชัน บางทีม้าก็สะดุดหินเกือบล้มหน้าคว่ำ ทำเอาเราใจหาย แต่ก็สนุกดี สำหรับการขี่ม้าครั้งแรกนั้นทำให้รู้สึกตื่นเต้นและเกร็งนิดหน่อย เราค่อยๆ ไต่เขาขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าไปในป่าที่แวดล้อมไปด้วยต้นสนหลากชนิด ใบใหญ่ใบเล็ก  ได้กลิ่นความสดชื่น สูดออกซิเจนได้เต็มปอด ใช้เวลาอยู่บนเขาท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ซักพักเราก็กลับลงมาด้านล่าง ไม่อยากจะบอกเลยว่าก้นระบมและเมื่อยขาพอสมควรทีเดียว







ชายเจ้าของม้าเรียกร้องทิปจากเราทั้งๆ ที่เราจ่ายค่าขี่ม้าไปแล้ว 1,500 รูปี แต่เขาก็ยังต้องการเงินเพ่ิมอีก เราจึงรวบรวมให้ไปอีกเล็กน้อย เขาก็ยังต่อรองอีกว่าต้องการทิปจากทุกคน เราเลยใช้มุกเดินหนี ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นธรรมเนียมหรือความเคยชินกันแน่ที่เขาต้องเรียกร้องเงินจากนักท่องเที่ยวขนาดนี้ มันดูไม่น่ารักเอาซะเลย
อาหารกลางวันมื้อนี้เขาอ้างว่าเป็นอาหารจีน แต่จากหน้าตาและรสชาติที่ได้สัมผัส
น่าจะเป็นลูกครึ่งมากกว่า รสชาติประหลาดล้ำเพราะทุกจานต่างพากันระดมใส่เครื่องเทศแบบอาหารแขกหมด
ขากลับเราแวะวัดฮินดูแห่งหนึ่ง ดีนไม่ได้เข้าไปภายในบริเวณวัดด้วยแต่รออยู่ด้านนอก คนมุสลิมค่อนข้างเคร่งครัดกับเรื่องนี้มาก
บริเวณด้านหน้าวัดนั้นมีบ่อปลาใหญ่มาก ซึ่งเขาบอกว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ห้ามตก พอเดินเข้าไปในรั้วก็มีคนเฝ้าวัดนุ่งขาวห่มขาวออกมาต้อนรับ พาเดินดูด้านในตัววัด อธิบายเกี่ยวกับเทพเจ้านิดหน่อย เราควักเงินใส่กล่องทำบุญกัน
“คุณไม่คิดจะทำบุญให้ผมบ้างเหรอ ผมเป็นคนเฝ้าวัดที่นี่ไม่มีรายได้อะไร”
            เรางงกันเล็กน้อยกับการขอแบบตรงไปตรงมา แต่ก็เพื่อเป็นสินน้ำใจที่เขาเล่านู่นเล่านี่ให้ฟัง เลยควานหาเงินกันยกใหญ่ รวบรวมได้แค่ยี่สิบกว่ารูปี เพราะไม่มีแบ้งค์ย่อยแล้ว
            “คุณมาจากไหนกันเหรอ” เขาถาม
            “เมืองไทยน่ะ” เราตอบ
            “เมืองไทยสวยนะ”
            “ใช่ เมืองไทยสวยมากแล้วก็มีวัดฮินดูด้วย สักการะเทพเจ้าที่เป็นมเหสีของพระศิวะน่ะ ชื่ออะไรนะ เอ๊ะ ทำไมฉันจำไม่ได้นะวันนี้ … อีกชื่อหนึ่งของ Parvarti น่ะ“ ฉันลืมชื่อพระอุมาเทวีไปซะเฉยๆ สงสัยที่ผ่านมาสมองต้องจำชื่อพระพุทธเจ้าหลายองค์ไปหน่อย RAM เลยหมด
             “ท่านมีหลายชื่อครับ” เขาบอก
             “ใช่ๆ มีหลายปางด้วยใช่มั้ย”
             “ค่าตั๋วเครื่องบินไปเมืองไทยประมาณเท่าไหร่เหรอครับ” เขาถามต่อ
             “น่าจะประมาณ 14,000 – 20,000 รูปีนะ”
             “โห แพงขนาดนั้นเลยเหรอ ผมคงไม่มีปัญญาจะไป ทำไงได้ล่ะก็ผมต้องอยู่ที่นี่” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงท้อแท้ หน้าตาเศร้าสร้อย
              “นั่นสิ ถ้าคุณไม่เฝ้าวัดแล้วใครจะมาทำหน้าที่แทนล่ะ” ฉันไม่อยากให้เขารู้สึกแย่มากเกินไป

              หลังจากเดินชมวัดจนทั่วแล้วเราจึงออกเดินทางต่อ



              รถแล่นต่อไปอีกซักพักก็หยุด ตอนแรกเราใจหายแว้บนึกว่าดีนจะพาไปร้านประเภทหลอกขายนักท่องเที่ยวอีก แต่ที่แท้ เป็นร้านขายถั่วและผลไม้แห้ง ไฮไลท์ของร้านนี้คือ 
“แซฟฟรอน” (Saffron) สีแดงสด ถูกบรรจุอย่างดีในกล่องพลาสติก ซึ่งดีนสั่งประมาณ 25 กล่อง ฉันเห็นว่าราคาถูกมากก็เลยขอแจมเพื่อให้ได้ราคาเดียวกัน สนนราคากล่องละ 200 รูปี แต่ราคาเมื่อไปถึงผู้บริโภคแล้วค่อนข้างแพงมาก กิโลหนึ่งราคาอาจจะพุ่งขึ้นสูงถึงประมาณ 2,000 ดอลล่าห์ทีเดียว



              แซฟฟรอนปลูกมากในบริเวณแถบนี้โดยนำเกสรของดอกแซฟฟรอนมาอบแห้ง ใช้เป็นเครื่องปรุงในการทำอาหาร บางทีก็ใช้ทำยาหรือใส่ในชา ลักษณะของแซฟฟรอนที่ดีต้องมีสีออกส้มอมแดงไม่ใช่สีเหลืองเหมือนที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วๆ ไป แคชเมียร์เป็นหนึ่งใน
ดินแดนเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่สามารถปลูกแซฟฟรอนได้ ถือว่าได้ซื้อตรงจากผู้ผลิต สนับสนุนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ณ จังหวัดศรีนาการ์
              ตอนแรกเรากะว่าจะแวะอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ซักครู่เพราะเพ่ิงบ่ายต้นๆ มีเวลาเหลือให้ฟุ่มเฟือยเอื่อยเฉื่อยอีกตั้งแยอะ แต่คงเป็นเพราะเรื่องเคอร์ฟิวทำให้ร้านค้าตรงบริเวณถนน
บูเลอวาร์ด (Boulevard Street) ด้านหน้าของท่าเรือนั้นพร้อมใจกันปิดบริการหมด เราจึงกลับไปยังบ้านเรือเพื่อพักผ่อนทำกิจกรรมชิลๆ 

22 กรกฎาคม 2555

21. ตกหลุมรัก

     อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้น เรานั่งชิคาร่ากลับไปยังบ้านเรือท่ามกลางบรรยากาศของทะเลสาปที่สงบและเงียบ การจราจรทางน้ำเริ่มเบาบางต่างจากเมื่อตอนบ่าย ผู้คนเร่ิมกลับเข้าบ้านกันหมดแล้ว  
     เรานั่งรอที่โต๊ะอาหารด้วยความรู้สึกหิวนิดๆ เพราะบะหมี่แมกกี้มื้อกลางวันนั้นได้ถูกย่อยไปหมดแล้ว ต่างพากันจินตนาการว่าหน้าตาและรสชาติของอาหารที่นี่จะเป็นอย่างไร นฐกับพี่ลีจะทานได้มั้ย ดีนแปลงโฉมเป็นพนักงานเสริฟและเร่ิมวางจานข้าวที่อุ่นมาร้อนๆ ลงตรงหน้าเรา รู้สึกได้ถึงความสะอาดถูกอนามัย หลังจากนั้นอาหารแต่ละจานก็ถูกนำมาเสริฟ เมนูวันแรกนี้คือ สตูว์ไก่ ผัดกะหล่ำกับแครอท และสตูว์มันฝรั่งกับถั่วฝักยาว พร้อมข้าวสวยร้อนๆ นอกจากอาหารจะหน้าตาดีแล้วรสชาติยังดีเลิศ ดีนบอกว่าที่นี่เน้นเรื่องอาหารการกินของลูกค้ามาก อยากให้ทุกคนทานข้าวอย่างมีความสุข เขาให้พ่อครัวปรับรสชาติอาหารให้ถูกลิ้นคนไทย 
ลดเครื่องเทศลงหน่อยอร่อยกำลังดี แถมยังมีของดีของไทยให้เติมรสได้อีกคือน้ำปลาและซอสถั่วเหลือง เขาบอกว่าคนไทยที่มาเที่ยวทิ้งไว้ให้ ส่วนขนมหวานนั้นก็ไม่หวานเจี๊ยบเหมือนที่อื่นๆ มื้อนั้นเป็นมื้อแรกที่ทุกคนเติมข้าวกันสองถึงสามจาน ไอ้ที่คิดว่ากลับไปหุ่นคงผอมเพรียวเป็นอันว่าฝันสลายเพราะถ้าอาหารอร่อยแบบนี้ทุกมื้อล่ะก็เราคงอดใจไม่กินไม่ได้แน่ๆ 


     ระหว่างที่เราทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยนั้นมีคุณลุงใส่ชุดพื้นเมืองหนวดเคราขาวเฟิ้ม
มานั่งรออยู่ตรงห้องนั่งเล่น พร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ค่อยๆ หยิบผ้ามาวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ เราเหลือบไปดูและเม้าท์กันว่าคงเป็นคนมาขายของอีกแล้ว รู้สึกเบื่อหน่อยๆ แต่ก็
ไม่อยากจะเสียอารมณ์ กะว่าเมื่อทานเสร็จเราจะแวะไปนั่งดูของแกเล่นๆแล้วค่อยคิดมุกตลก
เอาตัวรอดกันอีกที
     คุณลุงดาร์ (Dar) เป็นพ่อค้าขายผ้า ประเภทผ้าคลุมไหล่ที่ผลิตจากขนสัตว์ชนิดต่างๆ รวมไปถึงแพชมีน่ายอดฮิตและแคชเมียร์ ราคาไม่ได้แพงมากมายมีตั้งแต่ 600 รูปีไปจนถึงหลายพันรูปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผ้า ฉันไม่ได้มีความตั้งใจใดๆ ในการซื้อผ้าคลุมไหล่เลย เพราะไม่ค่อยได้ใช้ แล้วในตู้ก็มีเกือบ 20 ผืนแล้ว มันจะเป็นการสิ้นเปลืองมากถ้าซื้อไปอีกผืน สะกดจิต
ตัวเองด้วยคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”



     ระหว่างที่แกหยิบผ้าผืนโน้นผืนนี้มาโชว์ให้เราดูกะว่าคงต้องมีซักผืนที่เข้าตาเราแน่ๆ 
ฉันเหลือบไปเห็นผ้าคลุมไหล่แคชเมียร์ปักลายสวยละเอียดผืนหนึ่ง ดึงดูดสายตามากเพราะลายที่ปักอย่างละเอียด สีด้ายที่สดตัดกับสีพื้นที่ออกทึมๆ ฉันเริ่มลังเลเกิดอยากได้ขึ้นมา จิตที่ถูกสะกดไว้เตลิดหมดแล้ว แต่ตกหลุมรักผ้าผืนนั้นขึ้นมาทันใดเหมือนรักแรกพบ รุนแรงและอยากครอบครองเป็นเจ้าของ
     “ผืนนี้ราคาเท่าไหร่เหรอลุง”
     คุณลุงทำหน้าลังเลนิดหน่อยก่อนตอบคงเห็นว่าฉันไม่ได้อยากจะซื้อของเท่าไหร่ “ผืนนี้แพงครับ 5,000 รูปี”
     “ฮ้า ทำไมแพงจัง” รู้ราคาแล้วหงายหลังตึง
     “ก็ผืนนี้ทำมาจากแคชเมียร์แล้วฝีมือการปักนั้นละเอียดมาก ครอบครัวผมปักกันเอง ไม่มีพ่อค้าเจ้าอื่นมีหรอกนะลายนี้”
     ลุงก็มีวิธีปล่อยมุกมัดใจลูกค้าเหมือนกันนี่
     “จริงเหรอ ลดหน่อยได้มั้ยล่ะ” ฉันเร่ิมเห็นคุณค่าของผ้าทั้งๆ ที่เงินก็แทบจะหมดกระเป๋าแล้ว
     “ผมลดให้เหลือ 4,500 รูปี” ลุงบอก
     “โห น้อยจัง ลดอีกได้มั้ย หนูไม่มีเงินเหลือแล้วลุง แล้วถ้าจ่ายเป็นดอลล่าห์จะราคาเท่าไหร่” ฉันเริ่มออดอ้อน
     “ถ้าเป็นดอลล่าห์ก็ 100 นึง”
     ฉันคิดคำนวณในใจเป็นเงินไทยก็ตก 3,000 บาท ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับคุณภาพและความละเอียดของลายปัก (โชคดีที่ช่วงที่เราไปเที่ยวนั้นเงินบาทแข็งค่ามาก ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ก็ตกราวๆ 4,000 กว่าบาทเหมือนกัน) ฉันเลยติดสินใจว่าจะต้องเป็นผู้ครอบครองผ้าผืนนี้
     “ผ้าพวกนี้ใช้เวลาปักนานมากครับ” ลุงเน้นจุดขายเพ่ิมอีก
     “แล้วใครเป็นคนปักเหรอ” ฉันซักไซ้ต่อ
     “ก็คนแก่น่ะครับ อายุ 45 ขึ้นไปถึง 60 ปี เราใช้เวลาช่วงหน้าหนาวในการทอและปักผ้า” เขาเฉลย
     “บ้าเหรอลุง ใครบอก 45 แก่”
     ลุงหัวเราะชอบใจ
      เมื่อเร่ิมทำตัวสนิทสนมกับลุงดาร์ก็เร่ิมซอกแซกถามนู่นถามนี่
      “บ้านลุงอยู่ไหนเหรอจ๊ะ”
      “อยู่หมู่บ้านไกลออกไป 2 ชั่วโมงครับ”
      “หมายถึงขับรถไป 2 ชั่วโมงน่ะเหรอ”
      “อ๋อเปล่าครับพายเรือไป”
      “พายเรือไป 2 ชั่วโมง ในความมืดเนี่ยนะ”
      ฉันเริ่มรู้สึกสงสาร
      “แล้วนั่นลูกชายลุงเหรอ” หันไปทางอีกมุมของห้องมีหนุ่มน้อยหน้ามลนั่งช่วยลุงรื้อของและเก็บของ
      “ใช่ครับ นี่ลูกชายคนเล็กของผม ผมอยู่กับภรรยาสองคนแล้วก็ลูก”
      “อ้าวงั้นก็ยังเหลือที่อีก 2 สิ”
      แกอมยิ้มไม่พูดอะไร แต่ลูกชายนั้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
      “งั้นครั้งหน้ามาเที่ยวไปขออาศัยบ้านลุงอยู่ได้มั้ย” ฉันแกล้งแซวลุงเล่น
      แกได้แต่อมยิ้มขำในความก๋ากั่นของฉัน
      “ได้สิครับ”
     “แต่หนูปักผ้าไม่เป็นนะลุง แต่ถ้าทำอาหารล่ะก็พอได้บ้าง”
     แกพยายามกลั้นหัวเราะใหญ่ ลูกชายได้แต่นั่งฟังอมยิ้มคงนึกในใจว่าจะได้แม่ใหม่


     ระหว่างนั้นพี่ลีกับนฐก็เลือกผ้าไปฝากคนทางบ้านกันอีกหลายผืน ลุงลดราคาให้สุดๆ เพื่อจะขายได้หลายช้ิน บางชิ้นถูกมากซะจนรู้สึกว่าที่เคยซื้อมาจากที่อื่นนั้นถูกหลอกแหงๆ
     เมื่อการซื้อขายจบลงเวลาของการร่ำลาก็มาถึง ลุงดาร์เก็บของใส่กระเป๋าเดินทาง 3 ใบที่อัดแน่นไปด้วยสินค้ามากหลาย เตรียมตัวเดินทางกลับ ฉันขอตามออกไปดูเรือที่ลุงอ้างไว้ว่าต้องพายกลับไปอีก 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเรือพายขนาดกลางมีหลังคาแต่ไม่มีไฟ ตอนนั้นอากาศด้านนอกเริ่มหนาวแล้วเพราะเวลาล่วงเลยมาถึง 4 ทุ่มกว่า
     “อ้าวลุงไม่เห็นมีไฟเลย จะมองเห็นทางเหรอ”
     “ไม่มีปัญหาครับ ผมรู้ทางกลับบ้านดี ถ้ามืดมากผมก็ใช้ไฟจากโทรศัพท์มือถือ” นั่นแน่แอบทันสมัยนะลุง
     ลุงดาร์บอกว่าบางทีที่มีลูกค้ามาที่เรือเยอะๆ เลือกซื้อสินค้ากันถึงตี 1 ก็ยังมี ฉันพอจะนึก
สภาพนักช้อปชาวไทยออกเลยว่าจะสนุกสนานกับการเลือกการลองขนาดไหน แล้วย่ิงมาถึงแหล่งผลิตแท้ๆ คงต้องมีของติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง
     นึกคำนวณดูแล้วกว่าลุงจะกลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนพอดี ฉันเลยนึกสงสาร ความขุ่นเคืองเรื่องการยัดเยียดขายของได้หมดไปแทนที่ด้วยความเห็นใจ คิดดูสิว่ากว่าจะพายมา 2 ชั่วโมง พายกลับอีก 2 ชั่วโมง กว่าจะขายผ้าได้หนึ่งผืน ถ้าไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวก็ไม่รู้จะขายใคร แล้วแถมถ้าเหตุการณ์ไม่สงบอีก ปีนึงคงขายของได้อยู่ไม่กี่เดือน เงินที่ได้ก็ต้องเก็บไว้ใช้ในยามขัดสน เมียก็เยอะลูกก็แยะ เฮ้อ ชีวิต …

20 กรกฎาคม 2555

20. นักแสดงจากเมืองไทย

การใช้ชีวิตที่ศรีนาการ์ดูจะไม่มีอิสระเท่าที่เราต้องการเพราะจะไปไหนมาไหนก็ต้องอาศัยเรือชิคาร่าพาไปขึ้นฝั่งก่อนถึงจะสามารถต่อรถไปที่อื่นๆ ได้
สำหรับเวลาที่เหลืออยู่อย่างน้อยนิดก่อนจะมืดค่ำ โปรแกรมการท่องเที่ยววันแรกจึงเป็นไปอย่างเบาะๆ
ที่แรกที่เราไปเยี่ยมชมคือมัสยิดสีขาว (White Masjid) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “ฮาสรัทบัล” (Hazratbal) ทำจากหินอ่อนสีขาวทั้งหลังตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของทะเลสาปดัล และมีภูเขาตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง ทำให้ภาพที่ทอดตัวลงไปในทะเลสาปนั้นดูสวยงาม ที่นี่เป็นมัสยิดเพียงแห่งเดียวของแคชเมียร์ที่มีลักษณะเป็นโดม นอกนั้นส่วนใหญ่หลังคามีลักษณะ
แหลมคล้ายๆ เจดีย์ จุดเด่นที่สำคัญของมัสยิดนี้ที่ดึงดูดผู้คนที่มีศรัทธาให้มาเข้าร่วมพิธีกรรม
ก็คือเป็นที่เก็บรักษาปอยผมของพระมูฮัมมัด (Mohammad) ศาสดาของศาสนามุสลิม แต่ไม่ใช่จะได้ชื่นชมกันง่ายๆ เพราะเขาจะนำออกมาให้สักการะเพียงปีละไม่กี่หน เฉพาะช่วงที่มีพิธีกรรมที่สำคัญๆ เท่านั้น ก่อนที่เราจะได้เข้าไปเดินรอบๆ มัสยิดนั้นฉันกับพี่ลีต้องหยิบผ้า
โพกหัวมาปกปิดผมอันสวยงามของเราไว้ก่อน โดยมี รปภ ด้านหน้าจ้องดูอย่างขมักเขม้น พร้อมกักตัวหากผมเราเกิดสยายเกินงามในบริเวณที่ไม่ควร 




บริเวณโดยรอบมัสยิดนั้นเงียบสงบแทบไม่มีผู้คนให้เห็นอาจเพราะเป็นวันเสาร์และไม่ใช่เวลาที่เขาสวดมนต์กัน ดินพาเราไปเดินรอบๆ ด้านนอกซึ่งมีสวนที่มีีความร่มรื่นร่มเย็น 
มีต้นไม้น้อยใหญ่ที่ชาวบ้านต่างใช้เป็นร่มเงานั่งเล่นพักผ่อนกันเป็นครอบครัว เมื่ออ้อมกลับไปด้านหน้าฉันถามดีนว่าจะขอเข้าไปด้านในได้มั้ยเพราะอยากเห็นสถาปัตยกรรมภายใน แต่ผู้ดูแลมัสยิดไม่อนุญาต เขาบอกว่าเข้าได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ฉันอดเคืองและแอบค้อนหน้าคว่ำไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงถึงต้องถูกกีดกันว่าแล้วก็เดินออกไปโดยปลดผ้าโพกผมออก คิดในใจว่า “ห้ามฉันไม่ให้เข้าก็ได้นะ แต่จะมาบังคับให้ฉันโพกผมไม่ได้อีกแล้ว” ฉันค่อนข้างจะเป็นคนที่ทนไม่ได้กับการที่ผู้หญิงจะถูกริดรอนสิทธิ์หรือถูกปฏิบัติแบบไม่ยุติธรรม แต่ฉันก็เคารพในวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้อื่น พยายามทำความเข้าใจ แต่ด้วยความที่ฉันมีความรู้เกี่ยวกับศาสนานี้ค่อนข้างน้อยก็เลยไม่สามารถโต้ตอบถกเถียงได้มากนัก ไม่อยากสร้างเรื่องใน
ต่างแดน
          ดินพาเราไปแวะที่สวนดอกไม้ชาลีมา (Shalimar) และสวนโมกุล (Moghal) เป็นที่
ถัดไป สวนสาธารณะทั้ง 2 นั้น มีดอกไม้มากมายหลายพันธุ์แข่งกันชู่ช่ออวดสีสันสดใส ทั้งยังมีพื้นที่กว้างขวางเหมาะแก่การมาพักผ่อนในวันหยุดให้สบายใจ เราไม่ได้ใช้เวลาที่นั่นนานนักเพราะเริ่มมืดแล้วและใกล้เวลาปิดของสวนเต็มที





         ระหว่างที่เราเดินสูดอากาศบริสุทธิ์นั้นก็มีชายแปลกหน้าหนวดเคราเฟิ้มเดินเข้ามาประกบเราในระยะประชั้นชิด พลางหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าที่สะพายไว้กับตัว 
         “ผมมีของพื้นเมืองหลายอย่างเลย นี่หมวกขนสัตว์ ใส่แล้วอุ่นมาก ราคาก็งามมาก”
         “ไม่ล่ะจ๊ะ ขอบคุณ ประเทศเราร้อนมากใส่ไม่ได้หรอก” ฉันตอบอย่างสุภาพ
         “แบบนี้ก็มีนะครับ แบบนี้ก็สวย” เขางัดวิชาการขายขึ้นมาใช้ พยายามยัดเยียดให้เราซื้อของจากเขา
         ฉันเริ่มใช้วิชาเขย่งก้าวกระโดดเพื่อให้เขาตามไม่ทันจะได้ปล่อยเราไว้กับความสงบ
         แต่เขาก็ฝีเท้าไม่เบาทีเดียว ตามมาประกบต่อแต่คราวนี้เปลี่ยนจุดหมายใหม่เป็นนฐ
         “คุณล่ะครับ สนใจหมวกนี้มั้ย”
         “ฮัทชิ่ว ๆๆๆ แค่กๆๆๆ” นฐประดิษฐ์เสียงจามและไอ
         “ผมแพ้ขนสัตว์น่ะ แค่กๆๆๆ”
         เขาคิดมุกได้ไวไม่เบาเลยทีเดียว ทำเอาฉันกับพี่ลีอึ้งไปคิดในใจว่า “มันแพ้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ”
         พวกเราต่างพากันกลั้นหัวเราะไม่ให้เขาจับได้ ในที่สุดเราก็รอดพ้นเงื้อมมือนักขาย
ชาวพื้นเมืองมาได้
         ฉันกับนฐอยากจะแวะอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ก่อนที่จะกลับไปที่บ้านเรือเพราะไม่ได้เช็คเมล์
มา 2 วันแล้ว เห็นว่าตรงถนนหน้าท่าเรือมีอยู่สองสามร้าน
         “ดีน เราอยากแวะร้านอินเตอร์เน็ตก่อนกลับไปที่บ้านเรือได้มั้ย” นฐถาม
         “อืมม์ … เดี๋ยวต้องดูก่อนนะครับว่าร้านจะปิดรึยังตอนเราไปถึง” เขาทำท่าอึกอัก 
ไม่ค่อยอยากตอบ
         ตอนนั้นเวลาเพียงแค่ 6 โมงเศษๆ เราคิดว่าร้านไม่น่าจะปิดเร็วขนาดนั้น แต่ก็เดาว่าสถานการณ์บ้านเมืองที่นี่ไม่ค่อยปกติ เพราะฉะนั้นชีวิตโดยทั่วไปก็อาจจะไม่ปกติตามไปด้วย
         “ไม่รู้ว่าทัวร์ที่นี่เค้าจะพาเราไปแวะตามร้านขายของเหมือนที่อื่นๆ รึเปล่านะ เห็นเพื่อนพี่เล่าให้ฟังว่าพวกนี้ชอบยัดเยียดให้ไปซื้อของตามร้านที่เขาได้ค่าคอมมิชชั่น” พี่ลีตั้งข้อสังเกตุ
         “ไม่รู้สิ ไม่น่านะ ที่ผ่านมาตลอดทริปก็ไม่เห็นมีการแวะนี่”​ ฉันคิดว่าทัวร์ที่จัดมาจากเมืองไทยไม่น่าจะมีโปรแกรมยัดเยียดขายของเหมือนทัวร์อินเดียทั่วๆ ไป
         รถแล่นเข้าตรอกซอกซอยที่ค่อนข้างแคบ ทางไม่คุ้นตาเหมือนขาไป เราเริ่มสงสัยว่าเขาจะพาเราไปไหนกันแน่นะ ซักครู่รถก็จอดด้านหน้าตึกแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างมืด
         “ที่นี่ที่ไหนเหรอ” เราถามด้วยนึกว่ายังมีโปรแกรมที่ท่องเที่ยวที่เราไม่รู้
         “อ๋อ ร้านขายของประเภทหัตถกรรมน่ะครับ เผื่อคุณอยากเลือกซื้ออะไร” ดีนตอบ
         นั่นไง ว่าแล้วเชียว นึกว่าจะไม่เจอมุกแบบนี้แล้วนะ
         เรามองหน้ากันรู้สึกเซ็งๆ ไม่พอใจนิดหน่อย แต่ด้วยความเป็นคนไทยแม้จะอยากกรี้ดเอาแต่ใจเหมือน “หวาน หวาน” แต่ก็สงวนท่าทีในวันแรกของทัวร์ เก็บมุกไปปล่อยวันหลัง
ยังทัน ตกลงกันว่าจะลองเดินเข้าไปในร้าน เดินดูรอบๆ พอเป็นพิธีแล้วก็ขอตัวกลับแบบงามๆ
         ร้านนี้เป็นร้านค่อนข้างใหญ่มีของขายหลายประเภท พรม ผ้าพันคอชนิดต่างๆ ปลอกหมอน ผ้าคลุมเตียง ฯลฯ ประมาณว่าพวกของทำด้วยมือ พนักงานพยายามพูดสรรพคุณต่างๆ และชี้ชวนให้เราดูนั่นดูนี่ ทุกคนทำหน้าเซ็งๆ และเริ่มนั่งนิ่งๆ เพราะไม่อยู่ในอารมณ์
ช้อปปิ้ง
          “กระเป๋าตังค์ผมหาย ผมไม่มีเงินซื้อของหรอก” นฐหาข้ออ้างได้เป็นคนแรก
         ฉันเดินดูรอบๆ แล้วก็ลองถามถึงเสื้อคาดิแกนแคชเมียร์ที่น้องสาวอยากได้ เขาหยิบมาให้ดูพร้อมบอกราคา ซึ่งฉันคิดว่ามันค่อนข้างแพงไปหน่อยแล้วอีกอย่างฉันก็ไม่เชี่ยวชาญพอ
ที่จะฟังธงได้ว่าเป็นของแท้รึเปล่า ก็เลยแกล้งบอกไปว่าต้องติดต่อน้องสาวที่เมืองไทยให้ได้ก่อนว่าเค้ายังอยากได้อยู่รึเปล่า สรุปว่าบทบาทนักช้อปของฉันจบลง
         เหลือพี่ลีอีกคนที่ยังไม่ได้สวมบทบาทการแสดง
         ฉันเดินมานั่งข้างๆ ทั้งสองคนที่หน้าดูตูมๆ อยู่
         “ผ้าคลุมเตียงผืนนี้เท่าไหร่เหรอ” พี่ลีถามคนขาย
         เขาบอกราคาซึ่งค่อนข้างสูง เราจึงบอกเขาไปว่าตอนนี้ยังไม่มีอารมณ์อยากซื้ออะไร แต่เดี๋ยวถ้าตัดสินใจแล้วจะกลับมาใหม่
         “แต่ร้านเรากำลังจะปิดในอีกไม่นานแล้วนะครับ เพราะใกล้จะหมดฤดูท่องเที่ยวแล้ว”
         “โอ้ย ยังทัน เราอยู่อีกตั้งหลายวัน” ฉันบอก คิดในใจว่าเราคงไม่ตายหรอกถ้าไม่ได้ซื้อของ
         เขาทำหน้าไม่พอใจแต่ก็ทำอะไรเราไม่ได้
         เรากลับออกจากร้าน โล่งใจที่เงินไม่กระเด็นออกจากกระเป๋าตังค์ ยังติดอารมณ์เคืองๆ 
ดีนอยู่ที่พามาร้านขายของให้กับนักท่องเที่ยว ขัดใจเพราะเราไม่ได้บอกว่าอยากซื้อของ
ซักหน่อย มันเหมือนการบังคับกันชัดๆ คิดในใจว่ากลับไปเมืองไทยต้องไปบ่นกับทัวร์ซะหน่อย
         เมื่อมาถึงที่ท่าเรือดีนคงเดาออกว่าเราเซ็งกับเรื่องร้านขายของแค่ไหนเขาจึงไม่กล้าขัดใจเราเรื่องร้านอินเตอร์เน็ต ฉันกับนฐจึงได้เช็คเมล์และอัพเดทเรื่องราวผ่านเฟสบุ๊คกันอย่างสมใจ คนที่เมืองไทยจะได้รู้ว่าเรายังสุขสบายดีไม่ได้หลบระเบิดและลูกปืนอยู่ที่ไหน
        สปีดของอินเตอร์เน็ตที่นี่ค่อนข้างเร็วกว่าที่เลห์มาก แต่ฉันก็ยังอดคิดถึงความดิบและความใสซื่อของเลห์ไม่ได้ ความทันสมัยและเทคโนโลยีมักต้องแลกกับความเป็นธรรมชาติและความจริงใจ ที่แคชเมียร์เรารู้สึกได้ว่าทุกอย่างเป็นเรื่องการค้าภายใต้บรรยากาศที่ตึงเครียด