19 กันยายน 2554

6. ปรัชญาชาเขียว

     เมื่อเดินออกมาด้านหน้าวัดนั้นมีบางสิ่งเตะตาสะดุดใจฉัน นั่นก็คือขนมชูครีมที่ทำกันใหม่ๆ สดๆ มีหลายรสให้เลือก แต่ฉันอยากทานรสชาเขียวเลยสั่งซื้อมาแบ่งกับพี่ตุ๊กคนละครึ่ง เขาจะทำตัวแป้งกลมๆ ไว้ก่อนแล้วพอเราสั่งว่าจะกินรสไหนเขาก็จะฉีดครีมรสนั้นเข้าไป เมื่อกัดคำแรกถึงกับเคลิ้มเพราะรสหวานกลมกล่อมและเข้มข้นมาก ราคาต่อช้ินคือ 300 เยน แพงนะเนี่ย ... 
แต่คุ้ม


     หลังจากสำเร็จโทษเจ้าชูครีมแล้วเราก็เดินลงจากวัด เพื่อเดินต่อไปยังถนนสายปรัชญา (Philosopher’s walk) ซึ่งตั้งชื่อนี้เพราะว่าอาจารย์ที่สอนวิชาปรัชญาที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง 
คีทาโร่ นิชิดะ (Kitaro Nishida) มีบ้านอยู่ในละแวกนี้จึงมักชอบเดินเล่นใช้ความคิดและนัดพบปะกับนักคิดท่านอื่นๆ
     ถนนนี้เป็นถนนเส้นเล็กๆ ยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ทอดเลียบไปกับคลองเล็กๆ มีต้นซากุระกับต้นเมเป้ิลปลูกเรียงราย และมีวัดใหญ่เล็กตลอดเส้นทางมากมาย  ยามฤดูใบไม้ร่วงมาถึงจึงเป็นสถานที่ยอดฮิตของทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมืองมาเดินเล่นชมความสวยงามของธรรมชาติกันอย่างคึกคัก แต่ในวันนี้ในบรรยากาศที่ดอกซากุระร่วงโรยไม่มีสีสันประดับถนนจึงเงียบเหงา ไร้เงาผู้คน แต่ฉันว่าก็ยังคงความสวยมีเอกลักษณ์อยู่ดี ฉันนิยมบรรยากาศของธรรมชาติที่ไร้เสียงสังเคราะห์อยู่แล้วเพราะทำให้หัวใจเต้นช้าลงไม่ต้องเต้นแข่งกับจังหวะชีวิตที่รีบเร่ง ต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือด ขวนขวายหาออกซิเจนลงปอด แต่ในวันนี้ฉันสามารถเดินเรื่อยเฉื่อยหยุดพักถ่ายรูปสิ่งละอันพันละน้อยที่น่ารัก แวะดูบ้านช่องในละแวกนั้น ซอกซอนหาซอยเล็กซอยน้อยที่นำไปสู่วัดที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ



     ความเปลี่ยนแปลงคือเรื่องธรรมชาติ ต้นไม้จะผลัดใบใหม่ผลิดอกออกผลในทุกปีและแล้วก็ต้องเหี่ยวเฉาผลัดใบเหลือแต่กิ่งก้านแห้งแล้ง แต่แล้วเมื่อฤดูกาลใหม่มาเยือนมันก็จะผลิใบใหม่ต้อนรับอะไรใหม่ๆ เป็นวัฏจักรอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่ามันจะตาย ก็เหมือนมนุษย์เรา คุณเคยสังเกตไหมว่าชีวิตเราก็มีขึ้นมีลงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย คงไม่มีใครมีแต่ความสุขในชีวิตไม่มีเรื่องร้อนใจให้พบเจอ แล้วก็คงไม่มีใครทุกข์เข็ญจนหาเรื่องให้ชุ่มชื่นหัวใจไม่ได้ ถ้าเราลองมีความสุขได้กับเรื่องง่ายๆ เราก็จะรู้สึกว่าชีวิตเราไม่ได้ยากอย่างที่คิด
     วัดแรกที่ตั้งอยู่บนเนินเขาก็คือวัด โฮเนนอิน (Honenin) วัดนี้เป็นวัดพุทธนิกาย โจโด 
ซึ่งก่อตั้งโดยโฮเนน โชนิน (Honen Shonin) เป็นนิกายที่แตกมาจากศาสนาพุทธและนับถือพระพุทธเจ้าอมิดะ (Amida Buddha) คำสอนหลักๆ ก็คือ ความเชื่อที่ว่าศาสนาพุทธนั้นต้องมีความง่ายในการยึดถือและปฏิบัติไม่ว่าจะปฏิบัติที่ไหนและเวลาใด นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการกำจัดอัตตาในตัวเองออกไปเพราะเป็นสิ่งที่ทำให้คนถือดีและทำบาป


     วัดอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีขนาดไม่ใหญ่โตนัก และเงียบเชียบจนฉันเกรงว่าเสียงหายใจจะดังไปรบกวนใครเข้า มีสวนเล็กๆ และสวนหินแบบญี่ปุ่น ที่จะเปลี่ยนลายไปเรื่อยๆ โดยพระประจำวัด ถ้าใครมานั่งสงบจิตสงบใจหรือนั่งสมาธิน่าจะได้ประโยชน์มาก
     เมื่อเดินกลับลงมายังถนนสายปรัชญาก็เริ่มมีอาการหิว แต่ด้วยความที่เป็นช่วงสิ้นปีร้านรวงต่างปิดกันเงียบเชียบ จึงต้องยอมทานอาหารที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นสำหรับมื้อกลางวันวันนี้ ร้านนี้ขายอาหารฝรั่งเแบบง่ายๆ เช่นสปาเก็ตตี้ แซนวิช สลัด เราเลือกทานชุดสปาเก็ตตี้ราคา 1,000 เยน 
มีสลัดแถมให้ด้วยถ้วยเล็กๆ รสชาติพอไปไหว แต่ไม่แนะนำ
     เราเดินเล่นต่อไปยังร้าน โยจิย่า (Yojiya) ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องสำอางค์ผลิตในเกียวโต 
มีมากว่าร้อยปีแล้ว เริ่มต้นกิจการจากรถเข็นแล้วจึงขยายต่อเรื่อยๆ และตอนนี้มีสาขามากมายในเกียวโตรวมทั้งแอร์พอร์ตทั่วประเทศ โลโก้ของร้านนั้นเป็นรูปผู้หญิงที่อยู่บนกระจก เป็นการวาดด้วยลายเส้นสีดำ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่เป็นที่จดจำของผู้คนได้อย่างดี ที่สาขาถนนสายปรัชญานี้เป็นบ้านเก่าและมีบริเวณสวน ที่พิเศษคือสาขานี้มีร้านคาเฟ่ขายขนมและเครื่องดื่มด้วย และด้วยความที่ร้านค่อนข้างมีชื่อเสียงจึงมีคนแวะเวียนมาชิมขนมกันมากมายส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่น เราจึงต้องลงชื่อไว้หน้าร้านเพื่อต่อคิว และเดินเล่นชมสวนดูผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไปเพลินๆ มีของที่ผู้หญิงคงชื่นชอบ เช่น แป้งทาหน้า โลชั่น กระดาษซับมัน กระจก ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นคือกระดาษซับมัน ซึ่งมีวิธีการผลิตเฉพาะเจาะจงคือใช้เครื่องผลิตแบบเดียวกับเครื่องที่ตีทองให้เป็นแผ่นเพราะฉะนั้นกระดาษจึงมีคุณภาพในการดูดซับความมันได้ดีแถมยังมีพื้นผิวที่นุ่มอ่อนละมุนกับหน้า เพียงแค่แผ่นเล็กๆ ก็มีพลังในการดูดซับความมันได้ทั่วหน้า แถมยังมีให้เลือกหลายแบบ
     เมื่อถึงคิวเราก็ได้รับการเชิญให้ไปนั่งยังชั้นสองของร้านที่เป็นห้องและมีกระจกใสสามารถมองวิวด้านล่างที่เป็นสวนได้สบายใจ ในส่วนของชั้นล่างนั้นไม่มีโต๊ะตัวใหญ่หากแต่มีเพียงโต๊ะเตี้ยๆ ขนาดพอดีคน ส่วนใหญ่ก็จะมานั่งทานขนมกันเป็นคู่ได้อารมณ์ไปอีกแบบ



     เราสั่ง “Kyoto style Ice-cream” มาแบ่งกันทาน ซึ่งประกอบไปด้วย ไอสกรีมวานิลลา ขนมโมจิรสชาเขียว ถั่วแดงบด และราดอีกทีด้วยถั่วชนิดต่างๆ เช่น วอลนัท และข้าวคั่ว รสชาติอร่อย กลมกล่อม ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไปนัก ฉันสั่ง ชาเขียวคาปุชชีโน่หน้าตาดูดีด้วยการนำผงชาเขียวมาโรยวาดเป็นหน้าตาโลโก้ของร้านบนฟองนมเนื้อนุ่ม รสชาติรึก็เข้มข้นมากๆ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ ดูเหมือนว่าในชีวิตประจำวันของเราที่อยู่ที่ญี่ปุ่นนั้นจะพัวพันอยู่กับชาเขียวไปซะทุกมื้อ ดื่มกันเหมือนเป็นน้ำเปล่าทีเดียว แถมยังนำไปผลิตเป็นขนมอีกมากมายหลายหลากรูปแบบ หลังจากที่ฉันเริ่มหน่ายกับการยัดเยียดขายชาเชียวที่เมืองไทยผ่านสื่อต่างๆ ตลอดเวลาหลายปีนั้น ทำให้รู้สึกเบื่อๆ เพราะรู้สึกว่ามันเฝือ เริ่มเอียนและไม่เชื่อว่ามันจะมีสรรพคุณดีจริงตามโฆษณาชวนเชื่อเหล่านั้น แต่พอมาเที่ยวญี่ปุ่นฉันกลับรู้สึกเห็นถึงคุณค่าของชาเขียวอีกครั้ง คนญี่ปุ่นเค้าดื่มกันเป็นเรื่องเป็นราว ดื่มเป็นกิจวัตร เป็นวัฒนธรรม มีความพิถีพิถัน 
ดื่มเพราะเชื่อว่าดีต่อสุขภาพจริงๆ ไม่ใช่ดื่มเพราะเป็นแฟชั่น ไม่กี่นานก็เบื่อ


18 กันยายน 2554

5. ปรัชญาจากกรวด

     เราออกเดินทางจากโรงแรมตอน 8 โมงเช้า หลังจากทานอาหารเช้าแบบง่ายๆ คือ โยเกิร์ตและกาแฟต้องทุลักทุเลลากกระเป๋าที่พิการ ขึ้นรถไฟใต้ดินไปต่อรถ JR ยังสถานี อุเมดะ (Umeda) ตามคำบอกเล่าของพนักงานที่ร้านขายกล้อง Tokiwa ไปทันขึ้นรถไฟรอบ 8:54 โมง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาทีก็ถึงเมืองเกียวโต
     เนื่องจากว่าเรียวคังที่ฉันจองมานั้นอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนักเราจึงใช้วิธีเดินไป ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ถึงที่หมาย (ถ้าไม่มีสัมภาระก็ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที ) แรกพบก็ประทับใจ เพราะเรียวคัง เฮอันโบ (Heianbo) นั้น เป็นบ้านญี่ปุ่นเก่าทาสีส้มสดใส ห้องพักเป็นแบบญี่ปุ่นมีทั้งแบบมีห้องน้ำในตัวและแบบที่ใช้ห้องน้ำรวม มีอาหารเช้าบริการ ราคาต่อคนต่อคืนคือ 7,350 เยน (ประมาณ  2,830 บาท ​ ซึ่งนับว่าไม่แพงมาก ใครอยากลองไปอยู่สามารถจองผ่านเว็บไซต์ http://www.japaneseguesthouses.com/index.htm ซึ่งเป็นเว็บรวมข้อมูลที่พักแบบเรียวคังในเมืองท่องเที่ยวของญี่ปุ่นมีทั้งแบบราคาถูกและแพงถึงแพงมาก เมื่อเรามาถึงนั้นยังไม่ถึงเวลาที่เขาให้เช็คอินเข้าห้องได้ จึงฝากกระเป๋าไว้จะได้ออกไปเที่ยวไม่ให้เสียเวลาแม้แต่นิด



     วันนี้เราเลือกที่จะเริ่มต้นเที่ยวเกียวโตกันด้วยการไปวัด ด้วยความที่ยังไม่คุ้นกับการเดินทางในเกียวโตเราเลยไปเริ่มต้นกันที่สถานีเกียวโตก่อนเพราะเป็นสถานีเริ่มต้นของรถเมล์ทุกสายด้วย เราเลือกไปวัด จิงคะคุจิ (Ginkakuji) เป็นที่แรก โดยการนั่งรถเมล์เบอร์​ 5 คิดกันไปเองว่าตั๋ว Rail Pass ที่ซื้อมานั้นเปรียบเสมือนบัตรเบ่ง สามารถใช้ได้กับการเดินทางทุกรูปแบบ แต่ต้องหน้าจ๋อยเมื่อเดินทางไปถึงป้าย Ginkakuji mae และยื่นบัตรไปเบ่งกับพนักงานขับรถ เขาก็ส่ายหน้าอย่างรุนแรงพร้อมกับพูดว่า “no … no… no … no …” หรือแปลเป็นไทยว่า “บัตรนี้ใช้ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ เข้าใจมั้ย นักท่องเที่ยวหน้าเด๋อทั้งสอง” เราเลยถามเขาว่าต้องจ่ายเงินค่ารถเท่าไหร่ แล้วจึงหยอดเหรียญ 220 เยนลงไปในเครื่องรับเงินอัตโนมัติ ซึ่งมีทั้งเครื่องแลกเหรียญและเครื่องรับเงิน ถ้าไม่มีเหรียญย่อยพอดีกับค่ารถก็ควรแลกเหรียญจากเครื่องแลกเหรียญอัตโนมัติก่อนเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาตอนลงจากรถ เพราะชีวิตมันเร่งรีบเข้าใจไหม
     รถเมล์ที่นี่ต้องขึ้นจากประตูด้านหลังและลงที่ประตูด้านหน้า ก่อนลงอย่าลืมจ่ายเงิน 220 เยน ตลอดสาย ถ้าขึ้นลงไปไหนมาไหนหลายเที่ยวก็แนะนำให้ซื้อเป็นบัตรวันราคา 500 เยน ขึ้นรถได้ทุกสาย และขึ้นกี่เที่ยวก็ได้ตลอดทั้งวัน ยกเว้นเพียงบางย่านที่อยู่นอกเขตเมืองต้องเสียเงินต่างหาก จริงๆ แล้วรถเมล์ที่นี่สะดวกมาก ไปไหนมาไหนก็ขึ้นรถเมล์ไปได้ แถมวิ่งจนถึงเที่ยงคืน และมีเวลาหยุดตามป้ายเฉพาะเจาะจง สามารถคาดเดาได้ว่ารถเมล์จะมาถึงป้ายเมื่อไหร่และออกเดินทางทุกกี่นาที
     เมื่อลงจากรถเมล์แล้วต้องเดินต่อไปอีกนิดนึงก็จะถึงทางเดินที่ขึ้นไปยังวัดจิงคะคุจิ สองข้างทางมีร้านขายของเรียงรายทั้งของกินของใช้สไตล์ญี่ปุ่นแท้ มีขนมน่ากินหลายอย่างที่อดลองไม่ได้นั่นก็คือขนมข้าวทอดหรือเซมเป้ (rice cracker หรือ Senbei) ป้ิงกันใหม่ๆ สด ๆ มีหน้าหลายแบบหลายรส ฉันเลือกทานแบบห่อด้วยสาหร่ายเพราะชอบเป็นทุนเดิม รสชาติเค็มๆ และกรอบเลยกัดกร้วบกร้าบ อร่อยเพลินแถมอุ่นท้องด้วย เมื่อเดินผ่านประตูทางเข้าด้่านนอก ทางเดินภายในวัดนั้นโรยด้วยหินและมีรั้วเป็นต้นไผ่ยืนเขียวสองข้างทาง ให้บรรยากาศธรรมชาติและความสงบ อาจจะเป็นกุสโลบายที่ทำขึ้นเพื่อให้เราทำจิตใจให้สงบจากโลกภายนอกก่อนที่จะเข้าไปสู่ตัววัดที่มีแต่ความสงบ ก่อนถึงทางเข้าด้านในจะมีที่เก็บเงินค่าเข้าราคา 500 เยนต่อคน (ตอนที่เราไปนั้นตัววัดนั้นปิดซ่อมแซมไปจนถึงปี 2010 แต่บริเวณสวนรอบๆ ยังเปิดให้เข้าชมอยู่)



     วัดจิงคะคุจิหรือชื่อดั้งเดิมคือ จิโชจิ (jisho-ji) เป็นวัดแบบเซน มีชื่อเล่นว่าปราสาทสีเงิน (Silver Pavilion) แต่มองยังไงก็ไม่มีสีเงินให้เห็นมีแต่ไม้ล้วนๆ เพราะเจ้าของปราสาทไม่มีโอกาสได้ทาด้วยสีเงินอันเนื่องมาจากสงครามโอนินซึ่งเป็นการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในการเป็นโชกุนที่ต่อเนื่องยาวนานทำให้ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอแถมยังเป็นช่วงที่เมืองเกียวโตถูกทำลายซะยับเยิน เล่าประวัติให้ฟังคร่าวๆ เผื่อใครสนใจ วัดจิงคะคุจินั้นสร้างโดยโชกุนโยชิมาสะ (Ashikaga Yoshimasa) ในปี 1482 โดยที่ท่านโชกุนตั้งใจสร้างเลียนแบบวัดคิงคะคูจิ (Kinkakuji) หรือปราสาททอง ซึ่งสร้างโดย โชกุนโยชิมิตสึ (Ashikga Yoshimitsu) ท่านปู่ของท่าน เพื่อใช้เป็นบ้านพักเมื่อเกษียณ แต่ตอนหลังท่านได้บวชเป็นพระในศาสนาพุทธนิกายเซนปราสาทจึงกลายเป็นวัดในที่สุด ตัววัดนั้นมีสองชั้น ด้านล่างเป็นสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น ส่วนด้านบนเป็นแบบจีน มีนกฟินิกซ์อยู่ด้านบนสุด



     เมื่อผ่านประตูด้านในเข้าไปตัววัดจะอยู่ด้านขวามือ ส่วนด้านหน้าเป็นทะเลแห่งทรายสีเงิน (Sea of Silver Sand) ซึ่งเป็นการโรยกรวดแบบญี่ปุ่น มีรูปทรงคล้ายกรวยทรงคว่ำตรงกลางรายล้อมด้วยกรวดที่ถูกแต่งให้เป็นลายทางซึ่งเป็นเงาสะท้อนของแสงของพระจันทร์และกรวยคว่ำนั้นก็คือที่นั่งรอให้พระจันทร์ขึ้นมาจากยอดเขา ฮิกาชิยามา (Higashiyama)* บ้างก็ว่ากรวดทรงกรวยนั้นเป็นตัวแทนของภูเขาไฟฟูจิหรือบางทฤษฎีก็บอกว่าเป็นเงาของพระจันทร์ที่สะท้อนอยู่ในทะเลสาป ถ้ามองจากชั้นบนของวัดสีเงิน สำหรับฉันเมื่อมองทะเลกรวดนี้




     ในระหว่างที่เดินตามทางที่ทางวัดจัดไว้ ฉันเฝ้าครุ่นคิดถึงปรัชญาในการจัดกรวดแบบญี่ปุ่นซึ่งต้องบอกว่ามีความรู้แค่ศูนย์ แต่ก็พยายามที่จะแปลความหมายจากความรู้สึกที่ได้เมื่อมองธรรมชาติของส่ิงแต่ละส่ิงนั้นก็สัมผัสได้ถึงสมาธิและความสงบ นึกเรื่อยเปื่อยไปว่าคนที่มากวาดและจัดกรวดให้เป็นรูปทรงนี้ในทุกๆ วันนั้น ต้องมีความตั้งใจแน่วแน่และสมาธิแก่กล้ามากพอสมควรถึงจัดระเบียบได้เนี้ยบขนาดนี้
     ภายในบริเวณวัดนั้นยังมีสถาปัตยกรรมให้เห็นอีกหลายหลังรวมทั้งสวนที่จัดแบบศิลปะญี่ปุ่นโดยแท้ ซึ่งแต่ละสิ่งแต่ละอย่างที่ถูกจัดวางภายในสวนนั้นล้วนมีความหมายลึกซึ้งของปวงปรัชญาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสะพานข้ามน้ำ น้ำตก หิน ต้นไม้ ดอกไม้



     เราค่อยๆ เดินเรื่อยเอื่อยชมสวนไปเรื่อยท่ามกลางอากาศที่เย็นและบริสุทธิ์ทำให้ไม่ต้องคิดอะไรที่หนักหัวนัก เมื่อครบรอบแล้วก็วนกลับมาตรงทางออกด้านหน้า ฉันแวะซื้อโปสการ์ดรูปวัดสีเงินเป็นที่ระลึกเพราะไม่มีโอกาสได้ชมโฉมด้วยตาตัวเอง

http://www.shokoku-ji.or.jp/english/index.html
http://www.yamasa.org/japan/english/destinations/kyoto/ginkakuji.html

17 กันยายน 2554

4. โอซาก้าสัพเพเหระ

เมื่อเพลิดเพลินกับการชมปราสาทแล้วเรามีธุระต้องไปทำต่อคือไปซื้อกล้อง แต่ก่อน
จะไปช้อปปิ้งเราต้องหาอาหารใส่ท้องก่อน จำได้ว่า อินาดะบอกเราว่าด้านล่างของห้างคินเททสุ (Kintetsu) นั้นมีอาหารกล่องที่เอร็ดอร่อย ราคาย่อมเยา เราจึงนั่งรถใต้ดินไปลงยังป้าย
เทนโนจิ (Tennoji) ซึ่งนั่งรถสาย ทานิมาชิ (Tanimachi) ไปเพียงไม่กี่ป้าย เราไปเดินสำรวจดูตรงชั้นใต้ดิน ก็เห็นว่ามีอาหารหลากหลายน่าทานสมดังคำแนะนำจริง ๆ แต่ … ไม่มีที่นั่ง
ให้เรา ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่ไว้ซื้อกลับไปกินที่บ้าน ตอนแรกฉันกะว่าจะยืนทานหรือนั่งทานด้านนอกห้าง แต่กลัวจะเสียกริยา เสียมารยาท เสียหน้าคนไทย เดี๋ยวคนญี่ปุ่นเค้าจะว่าได้ว่าคนไทยไม่มีวัฒนธรรมการกินเอาซะเลย เราเลยต้องเมินหน้าจากอาหารหน้าตาดีเหล่านั้น ตัดสินใจว่าจะไปฝากท้องเอาดาบหน้า เลยขึ้นรถใหม่ คราวนี้ไปลงสถานี อิบิสุโช (Ebisucho) เพื่อที่จะไปเดินดูของแถวย่าน Nipponbashi Den Den Town ซึ่งเป็นแหล่งขายเครื่องไฟฟ้าทุกชนิด เปรียบได้กับย่าน อากิฮาบาระ (Akihabara) ในโตเกียว เรามีจุดมุ่งหมายในการไปซื้อกล้องและเลนส์ แต่ก่อนอื่นต้องเติมพลังให้ท้องก่อน
เมื่อลงรถใต้ดินออกมายังด้านบนก็ละลานตาไปกับตึกสูงและร้านค้ามากมายที่มีป้าย
สีสันสดใสขนาดใหญ่โต แย่งความสนใจจากสายตาเรา เมื่อพยายามหาทิศจนเจอว่าควรเดินไปด้านไหนก็เล็งหาร้านอาหารกันก่อนเลย คิดในใจว่าเจออะไรที่ดูเข้าท่าก็จะเข้าไปกินทันที เพราะตอนนั้นท้องร้องบรรเลงกันสนั่นแล้ว เหลือบไปเห็นร้านเล็กๆ ที่เน้นขายเฉพาะข้าวราดหน้าแกงกะหรี่ มีคนนั่งกินอยู่ด้านในหลายคน ก็คิดว่าน่าจะรสชาติใช้ได้ เราจึงตัดสินใจทานข้าวหน้าแกงกะหรี่สำหรับมื้อกลางวันวันนี้ ร้านนี้เป็นร้านที่ขายเฉพาะข้าวหน้าแกงกะหรี่อย่างเดียวเลย แต่มีเนื้อสัตว์หลายอย่าง เช่น หมูทอด มันผสมหมูบดทอด เนื้อ กุ้ง หรือแบบคอมโบคือรวมหลายชนิด ก่อนอื่นเราต้องหยอดเหรียญในตู้ด้านหน้าเพื่อเลือกชนิดของอาหารก่อนแล้วเอาตั๋วมาให้กับพนักงาน ฉันเลือกทานแบบคอมโบคือมีหมูทอด ไก่ทอด และมันบด ราคา 850 เยน ถือว่าไม่แพงนักสำหรับอาหารจานใหญ่ ร้านมีขนาดเล็กเราจึงนั่งตรงเคาน์เตอร์ ด้านหน้าเป็นกุ๊กที่ปรุงแกงกะหรี่ใหม่สดทีละจาน ไม่ใช่แบบต้มไว้เป็นหม้อ พูดถึงข้าวราดหน้าแกงกะหรี่แบบญี่ปุ่นนี้เป็นหนึ่งในอาหารญี่ปุ่นจานโปรดของฉัน ทานบ่อยๆ เวลาที่อยู่กรุงเทพ คิดว่ามีคุณค่าทางด้านโภชนาการที่ครบถ้วน แถมรสชาติก็กลมกล่อม ไม่เผ็ดเกินไป ไม่เข้มข้นมากด้วยเครื่องเทศเหมือนแกงกะหรี่แบบอินเดีย ความจริงไม่ใช่เป็นอาหารพื้นเมืองของญี่ปุ่นแต่ได้รับวัฒนธรรมการทานอาหารจากอินเดียมาอีกทีและมาดัดแปลงสูตร ข้าวราดแกงกะหรี่กลายเป็นหนึ่งในอาหารยอดฮิตในบ้านคนญี่ปุ่นมาเป็นศตวรรษแล้ว
เมื่ออิ่มท้องแล้วก็สามารถเดินฝ่าความหนาวและความเมื่อยกันต่อได้ เราเดินดูตามร้านที่อยู่ตลอดถนนสายหลักนี้ สอบถามราคาค่ากล้องรุ่นที่พี่ตุ๊กตั้งใจมาซื้อเพื่อเปรียบเทียบกับร้านที่ได้รับคำแนะนำมาว่าให้ราคาดี นอกจากร้านขายเครื่องไฟฟ้าแบบทันสมัยเปี้ยบที่เรียงตัวกับอยู่อย่างหนาแน่นบนถนนเส้นนี้ยังมีร้านขายหนังที่อยู่ในรูปแบบเทปวีดีโอ ร้านขายการ์ตูน หรือแม้แต่ร้านขายหนังโป๊ที่ตั้งอยู่อย่างไม่ต้องหลบซ่อน มีคนเดินเข้าออกอย่างคึกคัก ตามตรอกซอกซอยก็มีตลาดสด ตลาดผลไม้ ข้าวของเครื่องใช้แทรกตัวอยู่ด้วย ทำให้เรา
ตื่นตากับพวกอาหารสด กุ้ง ปู ตัวใหญ่ยักษ์ ที่เป็นไฮไลท์ของเมืองนี้ มีขนมวางขายมากมาย อาจเพราะเป็นช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ คนเริ่มออกหาซื้อของกันอย่างคึกคัก เมื่อไปถึงร้านกล้อง Tokiwa เราก็เลือกซื้อกล้องและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างตื่นตา พี่ตุ๊กได้กล้องแคนนอนรุ่นใหม่กว่าเดิมที่มีอยู่และเลนส์ 3 ตัว ในราคาและคุณภาพแบบญี่ปุ่น นั่นก็คือคุณภาพดีกว่าของที่ผลิตนอกประเทศเพื่อส่งขายตามประเทศต่างๆ ฉันล่ะชอบนโยบายของประเทศนี้จริงๆ ที่ผลิตแต่ของมีคุณภาพให้คนในประเทศใช้ ส่วนฉันได้เลนส์ wide หนึ่งตัวเพื่อเก็บภาพสถาปัตยกรรมตามที่ชอบ ราคากล้องร้านนี้ถูกกว่า Big Camera ที่ว่าถูกมากๆ ซะอีก แถมดูน่าเชื่อถือ เพราะเป็นร้านที่เน้นขายผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ไม่ใช่ขายเครื่องไฟฟ้าเละเทะไปหมด พนักงานก็ใจเย็น ใจดี และมีความรู้ความเชี่ยวชาญมาก
หลังจากเจออากาศหนาวที่โอซาก้าฉันรู้ตัวทันทีว่าต้องเตรียมอุปกรณ์เสริมกันหนาวเพิ่มเติมเพราะเกียวโตคงหนาวเย็นกว่านี้มาก ฉันนำเสื้อแขนยาวมาเพียงไม่กี่ตัวกะว่าจะมาหาซื้อเพ่ิม เราจึงไปเดินเล่นกันที่ร้านมูจิเพราะเป็นร้านท่ีขายของคุณภาพดี ราคาไม่แพง และมีของหลากหลายให้เลือก และไปต่อที่ห้าง มารูอิ (Marui) หลังจากนั้นจึงตัดสินใจว่าจะหาซื้ออาหารมื้อค่ำจากห้าง ทากาชิยามา (Takashiyama) กลับไปทานที่โรงแรมก่อนที่จะไปเดินเล่นต่อตรงแหล่งช้อปปิ้งด้านใต้สถานีนัมบะ (Namba) ฉันทานข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาดิบ และข้าวปั้นหน้าปู ส่วนพี่ตุ๊กทานเทมปุระ เราเปลี่ยนใจไม่ไปเดินเล่นต่อเพราะค่อนข้างเหนื่อยและเมื่อยขา และวันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางไปเกียวโต                    
เค้าบอกกันว่าอาหารที่โอซาก้านั้นเป็นอาหารที่อร่อย แต่ชาวโอซาก้ากลับบอกเราว่า
ถ้าจะทานอาหารดีๆ ปลาสดๆ ให้รอไปทานที่โตเกียวเถอะ หลายคนบอกอีกว่าช้อปป้ิงที่โอซาก้าสนุกและถูกกว่าที่โตเกียวซะอีก โอซาก้าจึงยังเป็นเมืองที่ฉันขาดตกสำรวจไปอีกหลายที่เพราะเวลาที่จำกัด แถมยังมีเรื่องที่ทำให้เสียใจอีกนั่นก็คือ ภาพถ่ายทั้งหมดที่ถ่ายเมืองโอซาก้านั้่นหายวับไปกับตา ไม่รู้ว่าเกิดเหตุอาเพศอะไร หรือเป็นเพราะฉันละเมอเผลอกดลบรูปไปหมดก็ไม่รู้ ยังเสียใจจนถึงทุกวันนี้ ต้องขอโทษผู้อ่านทุกคนด้วยที่ไม่มีรูปสวยของปราสาทโอซาก้ามาอวดโฉม ไว้งวดหน้าคงต้องเจอกันใหม่

16 กันยายน 2554

3. ปราสาทสำคัญ

     เช้าวันแรกที่ญี่ปุ่น เราตื่นสายเล็กน้อย ตื่นขึ้นมาก็ 8 โมงเช้าแล้ว อาจเป็นเพราะฉันนอนหลับไม่สนิทนักเนื่องจากแปลกที่ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่สายมากถ้าคิดว่าที่ประเทศไทยเพิ่งจะ 
6 โมงเช้า ต้องใช้เวลาปรับตัวเล็กน้อย เพราะญี่ปุ่นเวลาเดินเร็วกว่าประเทศเรา 2 ชั่วโมง สำหรับคนตื่นเช้าเป็นกิจวัตรไม่น่ามีปัญหา แต่สำหรับนกตื่นสายอย่างฉันก็เลยสลึมสลืม
เป็นธรรมดา
     เนื่องจากโรงแรมคุราโมโตไม่มีอาหารเช้ารวมอยู่ในค่าห้องพัก เราจึงซื้ออาหารเบาๆ จาก 
7 Eleven มาเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน คือโยเกิร์ตและกาแฟสำเร็จรูปที่อยู่ในถ้วย ที่นี่ร้านสะดวกซื้อนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนโดยเฉพาะเรื่องการกิน มีเครื่องดื่ม ขนม อาหารให้เลือกมากมาย ฉันรู้สึกว่าเครื่องดื่มที่ญี่ปุ่นนั้นมีความหลากหลายมาก เอาแค่เครื่องดื่มกาแฟนั้นก็มีมากมายหลายยี่ห้อทั้งร้อนเย็น อยู่ในแพคกิ้งหลายแบบ ดีไซน์สวย และให้ความสะดวกในการบริโภคมาก ยกตัวอย่างเครื่องดื่มกาแฟเย็นที่เรามักซื้อดื่มกันเป็นประจำนั้นอยู่ในถ้วยที่ทำจากกระดาษเคลือบ มีหลอดติดอยู่ด้วยซึ่งเป็นหลอดที่ยืดหดได้มีฝาปิดด้วยฟลอยด์และครอบด้วยพลาสติกใสอีกที เราสามารถใช้หลอดเจาะจากด้านบนได้เลย ไม่หกเลอะเทอะแถมรสชาตินั้นเข้มข้นคล้ายกาแฟเย็นที่ซื้อตามร้าน เดาว่าน่าจะเป็นเครื่องดื่มขายดี เพราะขนาดร้านกาแฟชื่อดังจากฝั่งอเมริกายังผลิตในรูปแบบสำเร็จรูปขายเช่นกัน แถมมีให้เลือกหลายรสชาติอีกด้วย ราคาตกประมาณ 160 เยน (ประมาณ 60 บาท​)  นอกจากนี้พวกเครื่องดื่มบำรุงกำลังก็มีเยอะแยะ แต่อีกประเภทหนึ่งที่เราให้ความสนใจกันมาก เนื่องจากมีเพื่อนที่เพิ่งมาเที่ยวญี่ปุ่นก่อนหน้านั้นแนะนำก็คือ เครื่องดื่มบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความสวยว่างั้นเถอะ เครื่องดื่มชนิดนี้จะอยู่ในรูปแบบขวดขนาดจิ๋ว และขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วๆไป ไม่ใช่ร้านขายยา หรือเคาน์เตอร์เครื่องสำอางค์ เรียกว่าสวยได้ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง สนนราคาประมาณ 250 เยน (ประมาณ 96 บาท) สามารถดื่มได้ทุกวัน ซึ่งเราก็อยากทดลองดูเหมือนกันว่ามันจะช่วยให้เราหน้าเด้งขึ้นได้บ้างมั้ยในระยะเวลา 10 กว่าวันที่อยู่ที่นั่น เจ้าขวดจิ๋วนี้จึงเป็นหนึ่งในกิจวัตรการบริโภคประจำวันของเราในทริปนี้ (อนุญาตให้ลอกเลียนแบบได้)
     นอกจากพวกเครื่องดื่มแล้ว ขนมหน้าตาดีก็มีนำเสนอให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้ออย่างไม่ห่วงเรื่องความอ้วนกันเลย พวกคัสตาร์ดมีรสชาติต่างๆ เช่น วานิลา ช้อคโกแล๊ต กาแฟ ชาเขียว รสชาติก็อร่อยดี สำหรับอาหารหนักก็มีให้เลือกไม่น้อย พวกข้าวกล่องต่างๆ ข้าวหน้าหมูทอด ข้าวปั้นไส้ต่างๆ หรือแม้แต่โอเด้ง อาหารสำหรับฤดูหนาวก็ต้มร้อนพร้อมจิ้มกินได้สะดวก
     เมื่อท้องอิ่มเท้าก็พร้อมออกเดินทาง โปรแกรมสำหรับวันนี้เราจะไป “ปราสาทโอซาก้า” กันก่อนเป็นที่แรก โดยนั่งรถไฟใต้ดินไปเพียงไม่กี่ป้าย ลงที่ป้ายชื่อ Tanimachi Chome 4 เมื่อลงมาแล้วก็จะต้องเดินต่อไปอีกนิดนึง จะเจอกับสวนสาธารณะที่โอบล้อมตัวปราสาทไว้ ซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง แถมยังมีคลองรอบๆ บริเวณปราสาทอีกด้วย วันนี้อากาศค่อนข้างเย็นจัดแต่ด้วยแสงแดดที่ค่อนข้างแรงทำให้เราอุ่นขึ้นได้บ้าง มีคนมาวิ่งออกกำลังกาย พาสุนัขมาเดินเล่น หรือคุณแม่เข็นรถพาลูกออกมาเจอแสงแดด มีนักท่องเที่ยวพอประมาณ ครึ่งหนึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น
     ปราสาทโอซาก้า สร้างโดย ​ฮิเดโยชิ โตโยโตมิ (Hideyoshi Toyotomi) เป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์ผู้ซึ่งรวบรวมญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่น เขาเป็นลูกชาวนาแต่ด้วยความสามารถก็พัฒนาตัวเองจนก้าวขึ้นมามีตำแหน่งใหญ่โตและปกครองเขตหลายเขตในประเทศ ปราสาทถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นปราการป้องกันเมืองเกียวโตในด้านทิศตะวันตก เมื่อตอนสร้างเสร็จนั้นถือเป็นปราสาทที่สวยที่สุดในประเทศไร้ใครเทียมทานแต่ภายหลังเมื่อ ฮิเดโยชิ เสียชีวิตลง อิเอยาสุ โตกุกาว่า (Ieyasu Tokugawa) ซึ่งมีตำแหน่งเป็นโชกุนก็ได้พยายามกำจัดฮิเดโยริ (Hideyori) ลูกชายของฮิเดโยชิ  ทำให้ตัวปราสาทถูกทำลายลงระหว่างสงครามฤดูหนาว (The Winter war of Osaka) และฤดูร้อน (The Summer war of Osaka) ปราสาทในปัจจุบันจึงไม่ใช่ปราสาทดั้งเดิมหากแต่เป็นเพียงปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตามแบบเดิมเท่านั้น
     ภายในปราสาทตอนนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 600 เยน ภายในมีทั้งหมด 8 ชั้น แนะนำว่าให้ขึ้นไปชั้นบนสุดก่อนแล้วค่อยๆ เดินชมจากด้านบนลงมา เราสามารถขึ้นลิฟท์ไปถึงชั้น 5 ได้ และต้องเดินขึ้นบันไดต่อไปอีกหน่อย แต่การจัดระเบียบที่นี่ค่อนข้างดี เพราะบันไดขาขึ้นและขาลงนั้นอยู่แยกกัน ไม่ต้องเดินเบียดหรือสวนกัน
     ด้านบนสุด (ชั้น8 ) นั้น เป็นชั้นชมวิวเมืองโอซาก้า เราสามารถเห็นตึกสูงๆ ไปไกลลิบ และมีแผนที่บอกจุดที่สำคัญต่างๆ ในแต่ละทิศ เมื่อเดินลงมาชั้น 7  ก็จะเป็นเรื่องราวอัตชีวประวัตของ ฮิเดโยชิ ซึ่งมีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจเพราะเป็นการใช้ภาพวาดและการถ่ายภาพคนจริงๆมาผสมผสานใช้เทคนิคให้ดูกลมกลืนคล้ายจริง มากๆ และมีเสียงอธิบายประกอบในแต่ละฉาก น่าสนใจมาก ชั้นถัดมานั้นก็จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามฤดูร้อน ส่วนชั้นที่ฉันสนใจเป็นพิเศษเห็นจะเป็นชั้นที่แสดงชุดซามูไร มีอยู่หลายชุด ดูสวยและขลังมาก บางชุดก็มีสีดูน่ากลัว คงสร้างความเกรงขามให้แก่คู่ต่อสู้มิใช้น้อย แต่ละชุดมีนำ้หนักค่อนข้างมาก บางชุดหนักถึง 
5.5 กิโลกรัมเลยทีเดียว แค่ชุดอย่างเดียวก็คงทำให้การเคลื่อนไหวลำบากมากแล้ว ซามูไรเหล่านี้คงต้องมีร่างกายแข็งแรงมากๆ อีกชั้นที่น่าสนใจคือชั้น 2 เพราะเราสามารถแต่งตัวลอกเลียนแบบคนโบราณได้ มีชุดต่างๆ รวมทั้งชุดกิโมโนให้บริการลองใส่และถ่ายรูป คิดค่าบริการต่อชุด ต่อครั้งคือ 300 เยน เป็นที่สนุกสนานของเด็กๆ

15 กันยายน 2554

2. โอซาก้าพอสังเขป

     วันที่ 26 มกราคม 2551 เรา (ฉันและพี่ตุ๊ก เพื่อนคู่หูในการเดินทางของฉัน) ไปถึงสนามบินแต่เช้า หลังจากเช็คอินแล้วจึงมีเวลาทำเรื่องสัพเพเหระอีกเล็กน้อย เช่น ดื่มกาแฟกระตุ้นต่อมง่วง โทรศัพท์เช็คข่าวสารและฝากฝังงานที่ยังไม่แล้วเสร็จ และช้อปปิ้งซื้อของปลอดภาษีภายในสนามบิน ซึ่งสามารถฝากไว้แล้วกลับมารับในภายหลังเมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว
     พี่ตุ๊กเลือกนั่งติดหน้าต่างส่วนฉันนั่งตรงกลางจึงต้องนั่งติดกับผู้โดยสารชายอีกคนหนึ่ง 
เดาว่าเป็นคนญี่ปุ่น (ดูจากหนังสือพิมพ์ที่เขาหยิบมาอ่าน) เขาหลับแทบตลอดทาง ทำให้ฉันไม่อยากรบกวนเวลาที่ต้องลุกไปทำธุระส่วนตัว อาศัยพลังตัวเบาโหย่งตัวข้ามเขาไปโดยไม่ทำให้เขาตื่น เราแวะที่มานิลาประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่จะนั่งต่อไปยังโอซาก้า ระหว่างนั้นเป็นช่วงเวลาที่ฉันเตรียมตัวหาลู่ทางในการเดินทางไปยังโรงแรมเมื่อไปถึงสนามบิน เมื่อกางแผนที่ทางไปโรงแรมที่พริ้นท์จากเว็บไซต์ของโรงแรม ก็มีเสียงถามค่อยๆ จากชายหนุ่มข้างๆ                  
     “คุณจะไปเที่ยวโอซาก้าเหรอครับ” นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเสียงเขา
     “อ๋อ ใช่ค่ะ” ฉันตอบเขาไป
     “อยู่โรงแรมแถวไหนเหรอครับ” เขาถามต่อ
     “เอ่อ ชื่อ คุราโมโต อยู่แถวๆ นี้ค่ะ” ฉันชี้แผนที่ให้เขาดู
     “อ๋อ คุณสามารถนั่งรถไฟเข้าเมืองไปแล้วไปต่อรถไฟใต้ดินลงที่สถานี นากาโฮริ บาชิ (Nagahoribashi ) แล้วเดินอีกนิดเดียว” เขาอธิบายต่อ
     “เอ แต่ทางโรงแรมบอกให้ลงสถานี นิปปอมบาชิ ( Nippombashi ) นี่คะ” ฉันชี้แจง
     “ลงสถานี นากาโฮริ จะเดินใกล้กว่านะครับ” เขาบอก
     นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความรู้จักกับคนญี่ปุ่นคนแรกในการเดินทางครั้งนี้ “อินาดะ” 
( Inada ) เป็นชาวโอซาก้าที่ทำงานในประเทศไทยมา 19 ปีแล้ว ไปๆ กลับๆ อยู่เมืองไทย 20 วัน กลับบ้านอีก 10 วัน แต่พูดภาษาไทยได้น้อยมากๆ หลังจากทำความรู้จักกันเขาก็คุยกับเราไม่หยุดเลย ไม่ว่าจะแนะนำเรื่องอาหารการกิน ที่ช้อปปิ้ง สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แถมยังแนะนำเรื่องการเดินทางอีก ว่าให้เราไปเมืองทากายาม่าระหว่างที่เดินทางเข้าโตเกียว เพราะระยะทางจากเกียวโตสั้นกว่ามาจากทางโตเกียว
     เมื่อไปถึงเราใช้เวลาไม่มากนักในการผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เดี๋ยวนี้ที่ญี่ปุ่นทันสมัยมากมีเครื่องไม้เครื่องมือในการบันทึกข้อมูลที่ไฮเทคสุดๆ เราต้องถ่ายรูปด้วยกล้องขนาดจ๋ิวที่อยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ของพนักงานตรวจคนเข้าเมือง และประทับน้ิวมือบนเครื่องที่จะบันทึกลายมือของเราไว้ แถมยังมีภาษาไทยอธิบายตลอดขั้นตอน
     เดินผ่านมาด้านนอกและลงไปด้านล่างของสนามบินเพื่อต่อรถไฟเข้าเมือง ใช้รถไฟสาย นานไก (Nankai) ราคา 850 เยน อันนี้เป็นรถแบบธรรมดา ถ้าแบบเร่งด่วนหรือ Rapit เพ่ิมเงินอีก 500 เยน ไปลงสถานี “เทงกาชายา” (Tengachaya) เพื่อต่อรถไฟใต้ดินไปลงสถานี 
นากาฮอริบาชิ
     เมื่อนั่งมาซักพักรถไฟก็หยุดลง ผู้คนต่างพากันลงจากรถไฟ เรานั่งงงๆ พลางดูผู้คนเดินข้ามไปนั่งรถไฟอีกคันหนึ่ง ซักครู่เราตัดสินใจลากกระเป๋าตามไปพลางถามพนักงานประจำรถว่า รถคันนั้นผ่านไปยังสถานีที่เราต้องไปรึเปล่า เมื่อเขาพยักหน้าเราจึงรีบก้าวเข้าไปในตัวรถและหาที่นั่ง ยังงงไม่หายว่าทำไมต้องเปลี่ยนรถ แต่ก็หลิ่วตาตามคนเมืองโอซาก้าไปก่อน
     ใช้เวลาไม่นานนักรถไฟก็พาเรามาถึงยังสถานี นากาฮอริบาชิ เดินเลิกลั่กมาหยุดยืนงงๆ ที่หน้าเครื่องขายตั๋วรถไฟใต้ดินอัตโนมัติ ทันใดนั้นเอง (ถ้าเป็นหนังก็ต้องมีแสงไฟส่องและมีเพลงสร้างบรรยากาศแบบอัศจรรย์นิดๆ)​ มีคุณลุงคนหนึ่งเดินมาหยิบบัตรที่วางไว้ตรงด้านหน้าเครื่องขายตั๋ว แล้วยื่นให้ฉัน ในตอนนั้นฉันยังงงอยู่และไม่เข้าใจว่าเขายื่นอะไรให้ฉันแต่เมื่อตั้งสติและมองดูสิ่งที่อยู่ในมือก็กระจ่างว่ามันคือบัตรวันของรถไฟใต้ดิน ราคา 600 เยน ยังไม่ทันหายงงดี จะหยิบเงินเพื่อซื้อบัตรอีกใบให้พี่ตุ๊ก ก็มีคุณน้าผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาหาและยื่นบัตรอีกใบให้กับพี่ตุ๊ก เรายังไม่ค่อยอยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าไหร่นับเป็นความประทับใจแรกที่มีต่อชาวโอซาก้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งคุณลุงและคุณน้าเขาจะยอมเสียเวลาที่จะเดินมาหาเราและหยิบยื่นบัตรรถไฟของเขาให้เรา สำหรับเขาแล้วมันหมดประโยชน์แต่สำหรับคนอื่นมันยังมีค่าอยู่ นับเป็นการแบ่งปันและการใช้ทรัพยากรอย่างมีค่า เราสามารถประหยัดค่ารถไฟไปได้เล็กน้อยแต่เงินที่เราประหยัดได้นั้นไม่สามารถเทียบค่าได้กับน้ำใจของคนท้องถ่ินที่มีให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา ฉันเริ่มรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นจุดเริ่มต้นความประทับใจในการเดินทางครั้งนี้ของเราได้อย่างรวดเร็ว               
     เมื่อไปถึงสถานี นากาฮอริบาชิ เราลากกระเป๋าขึ้นบันไดด้วยความทุลักทุเล และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คันลากกระเป๋าของฉันหักทำให้กระเป๋าหล่นจากชั้นบนลงไปยังชั้นล่างเสียงดังสนั่น โชคดีที่ไม่มีใครเดินตามมา ไม่งั้นคงโดนกระแทกโดยกระเป๋าอันหนักของฉันเป็นแน่ โชคยังดีที่มีที่หิ้วกระเป๋าเหลืออยู่อีกสองอัน ฉันจึงต้องลากกระเป๋าอย่างยากลำบาก เมื่อเราขึ้นมายังด้านบนสถานีอากาศอันหนาวเย็นเร่ิมซึมผ่านเสื้อผ้า ลมเริ่มพัดผ่านมายังหน้าเรา เป็นลมหนาวที่ต้อนรับเราอย่างได้อย่างเย็นยะเยือก ฉันพยายามหาทิศการเดินไปยังโรงแรมด้วยความไม่แน่ใจ จึงพยายามดักคนที่เดินผ่านไปผ่านมา และฉันก็พบเหยื่อซึ่งเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่งท่าทางเมากึ่มๆ เดินมากับเพื่อนๆ ถูกฉันหยุดไว้เพื่อถามทาง เมื่อได้เรื่องเราก็เริ่มออกเดินอย่างลำบาก อยากให้ถึงโรงแรมเร็วๆ เพราะเมื่อยแสนเมื่อย เมื่อถึงปากทางที่มีตึก NTT สถานีโทรทัศน์ของญี่ปุ่นอยู่ด้านหน้าเราก็เข้าซอยไปเลี้ยวซ้ายอีกนิดก็ถึงที่หมายโรงแรมคุราโมโต 
http://www.kuramoto-hotel.co.jp/english/ เป็นโรงแรมสไตล์ เรียวคัง (Ryokan) ราคาต่อคืนต่อคนคือ 6,300 เยน ไม่มีอาหารเช้า ตกประมาณ 2,425 บาท
     โรงแรมแบบเรียวคังนั้นเป็นสไตล์ญี่ปุ่น ประวัติความเป็นมาคือเป็นโรงแรมที่มีมาแต่สมัยโบร่ำโบราณทำไว้ให้พวกซามูไรหรือพ่อค้าที่เดินทางระหว่างเมืองได้พัก มีเรียวคังหลายเกรดตั้งแต่แบบธรรมดา แบบทันสมัย จนกระทั่งแบบหรูหรา หน้าตาก็ต่างกันไป ส่วนใหญ่ฉันเลือกแบบกลางๆ เพราะยิ่งหรูหรือยิ่งมีหน้าตาเป็นแบบดั้งเดิมก็ยิ่งราคาแพง เมื่อไปถึงเรียวคังแล้วสิ่งที่ควรทำก็คือต้องถอดรองเท้าก่อนและเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่ใช้เดินในบ้าน ห้องหับจะเป็นแบบญี่ปุ่นแยกสัดส่วนชัดเจน มีห้องนั่งเล่นที่มีโต๊ะตัวเตี้ยและเก้าอี้นั่งพร้อมกาน้ำชา ถ้วยชา และชาเขียวให้ชงดื่มทุกวัน เมื่อเข้าห้องต้องถอดรองเท้าเพราะพื้นปูด้วยเสื่อตาตามิ ในส่วนของที่นอนจะเป็นฟูกฟูตองและผ้านวมหนาไว้ให้ห่ม นอกจากนี้ยังมีเสื้อยูคาตะให้ใส่เมื่ออยู่ภายในเรียวคัง สามารถใส่เดินไปไหนมาไหนภายในเรียวคังได้ และส่วนใหญ่จะมีห้องอาบน้ำรวม (Onsen) แต่ฉันเลือกแบบมีห้องน้ำส่วนตัวเพราะสะดวกกว่า ส่วนใหญ่ห้องน้ำก็จะแยกส่วนกัน เป็นส่วนของอ่างล้างหน้า ห้องส้วม และห้องอาบน้ำ ก็สะดวกดีเพราะถ้ามากับเพื่อน เราก็ประหยัดเวลาโดยการแบ่งกันทำกิจกรรมต่างๆ ได้
     เราเก็บกระเป๋าและล้างหน้าล้างตาเพื่อออกไปชมเมืองโอซาก้ากัน โรงแรม คุราโมโต นั้นอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวมาก เพียงเดินไป 5 นาที ก็ถึง โดตนโบริ (Dotonbori) ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวย่านหนึ่ง มีร้านค้าเรียงรายในถนนนี้มากมายตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านเกม ร้านขายของต่างๆ อินาดะบอกว่าถนนนี้แทบไม่เคยปิดเลย ร้านค้าจะเปิดกันถึงดึกดื่น
     ฉันมีความอยากกินปูที่โอซาก้ามากเพราะเป็นของขึ้นชื่อ พวกร้านที่ขายอาหารทะเลเหล่านี้ก็จะทำ mock up รูปปูตัวใหญ่ติดไว้หน้าร้าน แถมก้ามยังขยับได้อีกต่างหาก ประหนึ่งว่าเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวให้แวะกินอาหาร แต่มีคนเคยบอกฉันว่าอย่าไปกินตามร้านพวกนี้ เพราะนอกจากราคาจะแพงหูฉีกแล้วรสชาติก็งั้นๆ อีกต่างหาก เราก็เลยผ่านไปก่อน เดินดูแสงสีตามร้านแถบถนนนี้เพลินจนเจอร้านบะหมี่ร้านหนึ่ง เป็นบะหมี่หยอดเหรียญแต่เห็นว่ามีคนท้องถิ่นเข้าไปทานเยอะมากไม่น่าจะเป็นพวกร้านขายนักท่องเที่ยว ก็เลยลองไปดูบ้าง บะหมี่หมูธรรมดาชามละ 600 เยน (ตกเป็นเงินไทย 230 บาท) ถ้าเพิ่มหมูเป็นพิเศษก็เป็น 900 เยน แพงใช่ย่อย เมื่อหยอดเหรียญในตู้แล้วเครื่องก็จะคายตั๋วออกมา นำตั๋วนั้นไปให้พนักงาน เขาก็จะทำบะหมี่ตามที่เราสั่งเรียงตามคิว เราหาโต๊ะนั่งด้านในที่เหมาะเหม็ง เมื่อบะหมี่เสร็จแล้วพนักงานก็จะตะโกนบอก เราต้องเดินไปหยิบชามบะหมี่เอง ประมาณว่า self service บนโต๊ะนั้นมีกิมจิ กระเทียม และต้นหอมซอยให้ใส่เพิ่มเติมตามความชอบ โต๊ะที่นั่งเป็นโต๊ะเตี้ยๆ เราต้องถอดรองเท้าแล้วนั่งพับขาทาน สนุกไปอีกแบบ รสชาติบะหมี่ก็อร่อยดี แถมยังร้อนทำให้ร่างกายอบอุ่นจากอากาศที่หนาวเย็น
     เมื่ออ่ิมท้องแล้วเราไปเดินเตร็ดเตร่ต่อ ดูแสงสีเสียงของเมือง ตามหาป้ายไฟกูลิโกะที่เหมือนเป็นอนุสาวรีย์ของเมืองไปซะแล้ว ใครไปใครมาต้องมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก โอซาก้าดูเป็นเมืองที่ค่อนข้างทันสมัย มีตึกใหญ่ๆ สูงๆ มากมาย ดูคล้ายๆ กรุงเทพอยู่เหมือนกัน ผู้คนที่เดินกันบนท้องถนนนั้นดูคึกคักและมีชีวิตชีวา ประหนึ่งว่าราตรีนี้ช่างยาวนานนัก
     เมื่อเดินจนถึงดึกพอเห็นบ้านเมืองคร่าวๆ แล้ว เราก็กลับไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเที่ยวในวันรุ่งขึ้น

14 กันยายน 2554

1. เตรียมตัวให้ดี

เมื่อใกล้ถึงปลายปีส่ิงหนึ่งที่มักวนเวียนเข้ามาในหัวฉันก็คือเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดฤดูหนาว ดูเหมือนว่าการเดินทางกับฉันเป็นเรื่องคู่กันไปเสียแล้ว ครั้งนี้ฉันไม่อยากไปไหนไกลมากไม่อยากไปที่ไหนที่หนาวมากเกินไป รายชื่อประเทศเพื่อนบ้านไม่กี่ประเทศจึงลอยขึ้นมาในหัว
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ฉันค่อนข้างชื่นชอบจากการไปเที่ยวเมื่อหลายปีก่อน แต่ครั้งนั้นฉันไปเยี่ยมชมเพียงแค่เมืองหลวงในยุคปัจจุบัน คือโตเกียว เมืองที่มีความทันสมัย เปรี้ยวจี้ดจ้าดจนเข็ดฟัน แต่ยังไม่ได้ไปเยี่ยมชมเมืองอื่นๆ ที่อัดแน่นไปด้วยวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมโบราณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันสนใจ
ใครที่ไปเกียวโตมาต่างก็ชอบใจนักหนา ฉันก็คิดว่าตัวเองควรต้องไปสัมผัสกับเมืองหลวงเก่านี้ซักครั้ง ไม่งั้นคงเป็นนักเดินทางที่เชยแย่ แผนการที่วาดไว้โดยคร่าวๆ จึงเป็นดังนี้ นั่งเครื่องบินไปลง โอซาก้านั่งรถไฟไปเกียวโต ระหว่างนั้นไปเที่ยวนาราขากลับแวะเมืองชาเขียวอูจิ ไปเมืองทากายาม่าอีกเมืองระหว่างที่อยู่โตเกียว เวลา 12 วันคงเพียงพอต่อแผนการที่วางไว้
เนื่องจากฉันเพิ่งไปเนปาลและหมู่เกาะมัลดีฟในช่วงกลางปีที่ผ่านมาจึงไม่อยากเสียเงินมากมายนักกับการเดินทางในครั้งนี้ มีตัวช่วยก็คือคะแนนสะสมจากเครดิตการ์ดที่สามารถผันแปรไปเป็นไมล์สำหรับการเดินทางกับสายการบินไทยได้ (รู้สึกว่าคุ้มค่่ากับการรูดปรื้ดก็ด้วยเหตุนี้) จึงได้รีบจองที่นั่งไว้ล่วงหน้าถึงสองเดือนเต็ม หลังจากนั้นจึงเริ่มเช็คข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทาง ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจต่างๆ และเริ่มวางแผนการเดินทางที่ลงตัวกับตั๋วเครื่องบินที่ได้จองไว้ 
สายการบินไทยมีเที่ยวบินไปญี่ปุ่นเยอะและถี่มาก เดินทางได้ทุกวัน วันละหลายเที่ยว เราสามารถเลือกไปลงและกลับได้หลายเมืองทำให้เดินทางไปได้ทั่ว ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ) นาโกย่า ฟูกูโอกะ และโอซาก้า แต่เมื่อถึงเวลาออกตั๋วเราต้องผิดหวังเล็กน้อยเพราะเที่ยวบินที่เราตั้งใจจะไปนั้นถูกยกเลิก ซึ่งเป็นเที่ยวบินที่บินตรงไปโอซาก้า ทางการบินไทยจึงเปลี่ยนไปจองที่นั่งให้กับเราในเที่ยวบินถัดไปซึ่งทำให้เราต้องไปแวะที่เมืองมานิลาประเทศฟิลิปปินส์ เราจึงต้องออกเดินทางตั้งแต่เก้าโมงกว่าๆ ไปถึงโอซาก้าตอนประมาณทุ่มกว่าๆ เราต้องเสียเงินค่าภาษีและน้ำมันเครื่องบินประมาณหนึ่งหมื่นเศษๆ รู้สึกว่าแพงมากๆ แต่เมื่อคิดว่าเราได้ตั๋วฟรีมาส่วนหนึ่งก็เลยไม่เก็บมาทำให้เสียอารมณ์เพราะฉันเชื่อเสมอว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาฟรีๆ
นอกจากตั๋วเครื่องบินที่ควรจองไว้ล่วงหน้า ส่ิงที่ควรต้องพกพาไปด้วยก็คือ Japan Rail Pass ซึ่งเป็นแพคเกจตั๋วรถไฟสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปท่องเที่ยวแบบชั่วคราวโดยเฉพาะ ซึ่งเราสามารถใช้เดินทางโดยรถไฟไปยังเมืองต่างๆ กี่เที่ยวก็ได้ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ครอบคลุมรถไฟหลายบริษัท เรียกว่าอยากไปไหนก็ไปได้ด้วยบัตรนี้ สามารถหาซื้อได้หลายที่ ฉันซื้อที่บริษัท แจลแพค ทัวร์ แอนด์ เทรเวล ชั้น 1 อาคาร นันทวัน ถนนราชดำริ ลงรถไฟฟ้าสถานีราชดำริ แล้วเดินนิดเดียวถึง ระยะเวลาที่ครอบคลุมการเดินทางนั้นมีให้เลือก 3 ระยะ คือ 7 วัน ราคา 28,300 เยน 14 วัน ราคา 45,100 เยน และ 21 วัน ราคา 57,700 เยน ต้องลองคิดคำณวนดูว่าระยะเวลาไหนที่เหมาะกับแผนการเดินทางที่สุด สำหรับฉันเลือกแบบ 7 วัน พนักงานที่บริษัทให้ข้อมูล ความรู้ คำแนะนำต่างๆ อย่างดีมาก แต่ต้องเตรียมเอกสารไปให้ครบด้วยนะ ซึ่งประกอบด้วยพาสปอร์ตที่มีประทับตราวีซ่าอนุญาตเข้าประเทศญี่ปุ่น
สำหรับการขอวีซ่าในการเดินทางท่องเที่ยวแบบชั่วคราวสำหรับคนที่เคยไปญี่ปุ่นมาแล้วนั้นแสนง่ายและใช้เวลาไม่มาก เอกสารก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสถานฑูตญี่ปุ่น http://www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/visaindex.htm
ช่วงสิ้นปีอากาศที่ญี่ปุ่นค่อนข้างหนาวโดยเฉพาะที่เกียวโตซึ่งถูกโอบล้อมด้วยหุบเขา อากาศจะชื้นและมีลมกว่าที่อื่น ต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวไปให้ดี และเลือกรองเท้าที่สวมสบายเพราะต้องใช้เท้าเป็นเพื่อนในการพาเราไปไหนๆ
ฉันตั้งหน้าตั้งตารอวันเดินทางในขณะที่ทำงานอย่างอุตลุต พยายามที่จะให้งานแล้วเสร็จไปให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกังวลระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว
การเดินทางครั้งนี้ฉันไม่ได้มุ่งหวังอะไรมากนัก ได้แต่คิดว่าคงได้แรงบันดาลใจจากบ้านเมืองสิ่งของและดีไซน์สวยๆ ที่เป็นความเชี่ยวชาญและสิ่งที่โดดเด่นของประเทศญี่ปุ่น 

ญี่ปุ่นในความคิดคำนึง

     ดูเหมือนประเทศญี่ปุ่นจะเป็นหนึ่งในประเทศยอดฮิตที่ใครหลายๆ คนชอบเดินทางไปเที่ยวซึมซับวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมโบราณ ลิ้มรสอาหารอันสุดแสนอร่อย อีกทั้งยังเป็นความฝันของเด็กๆ ผู้ชื่นชอบการ์ตูนมังก้า ของเล่น เกมส์ หุ่นยนต์ สำหรับคนรุ่นใหม่คงอดไม่ได้ที่จะต้องปลาบปลื้มกับแฟชั่นและเทรนด์ต่างๆ แหล่งช้อปป้ิง รวมทั้งเทคโนโลยีสุดล้ำที่ญี่ปุ่นมักทำให้โลกตื่นตา ตื่นเต้นเสมอ
     การไปญี่ปุ่นในหนที่สองของฉันนั้นก็เพื่อทำความรู้จักประเทศที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน น่าสนใจ ให้มากขึ้นไปกว่าเดิมที่เคยรู้จักเพียงแค่ผิวๆ ประเทศที่ผู้คนต่างมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต มีความล้ำสมัยด้านความคิดและดีไซน์แต่ในขณะเดียวกันกลับรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณไว้อย่างเหนียวแน่น
     ต้นฉบับนี้ฉันได้เขียนไว้นานแล้วตั้งแต่กลับจากการเดินทางเมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่ได้ส่งไปให้สำนักพิมพ์ไหนพิจารณาเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าหนังสือท่องเที่ยวเกี่ยวกับญี่ปุ่นนั้นมีมากจนล้นตลาด เพียงแต่อยากเก็บความทรงจำดีๆ สนุกๆ ไว้อ่านเล่นเพลินๆ คนเดียว แต่เมื่อเหตุการณ์
ซึนามิเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้นทำให้ฉันรู้สึกคิดถึงและเห็นใจคนญี่ปุ่นมาก จึงอยากอุทิศเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ให้กับประเทศญี่ปุ่น ขอให้เขากลับมามีชีวิตที่ดีเหมือนเดิม และมีกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานดีๆ มีคุณภาพ ให้แก่ชาวโลกต่อไป

โคนิชิวะ โดโมะอาริกาโตะ
ชลิสา เดอซูซ่า