29 เมษายน 2554

8. ของขวัญจากเทพเจ้า

     เราแวะไปที่รถแห่เทพเจ้ากรุณามัยเพื่อที่จะดูคนมาถวายของแก่เทพเจ้า วันนี้เป็นวันที่คนจากทุกเขตจะเอาของมาถวาย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งให้แก่เทพเจ้าองค์พี่ ส่วนที่สองให้แก่เทพเจ้าองค์น้อง สงสัยล่ะสิว่าส่วนท่ีสามถวายใคร เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าเทพกรุณามัยนั้นมีเพื่อนสนิทองค์หนึ่งซึ่งสถิตอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณที่รถแห่มาจอดในวันนี้ ของส่วนที่สามจึงนำมาถวายให้กับองค์เพื่อน แต่เมื่อพิธีถวายเรียบร้อยดีแล้ว ของทั้งหมดก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคนที่เฝ้ารถเทพเจ้า เพราะทั้งวันทั้งคืนตลอดเทศกาลเขาจะไม่ไปไหนเลย จะเฝ้าดูแลเทพเจ้าและช่วยทำพิธีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทุกวัน
     หลังจากท่ีเหนื่อยมากมาทั้งวันเราก็กลับไปตั้งหลักกันที่ซานูเฮ้าส์ เพื่อที่จะเตรียมตัวไปงานสองแห่ง แห่งแรกก็คือบ้านเก่าของคุณแม่พี่ธันวา ซึ่งตอนนี้พี่ชายของคุณแม่ (คุณลุงพี่ธันวา) ได้อาศัยอยู่กับป้าสะใภ้ ทั้งสองไม่มีลูกอยู่กันแค่สองคน เนื่องจากว่ารถแห่เทพเจ้าได้เลื่อนมาจนถึงเขตบ้านคุณลุง และตามธรรมเนียมอย่างที่บอกในตอนต้นว่าเมื่อรถไปถึงเขตไหน คนในเขตนั้นต้องจัดงานเลี้ยงข้าวญาติๆ และส่วนใหญ่เขาจะไปเชื้อเชิญด้วยตัวเองถึงที่บ้าน ถ้าใครไม่ได้รับเชิญก็ไม่สามารถมาร่วมงานได้ เพราะฉะนั้นเขาจะให้ความสำคัญกับคำเชิญมากๆ และถึงแม้ว่าฉันจะมีนัดทานข้าวที่บ้านภราวาติกาในค่ำคืนนี้ก็ตามฉันก็ต้องไปทานข้าวที่บ้านคุณลุงก่อนไม่งั้นจะเป็นการเสียมารยาท
     เราไปถึงที่บ้านตอนห้าโมงกว่าๆ เพื่อที่จะทานข้าวเร็วหน่อยและไปต่ออีกบ้านหนึ่งได้ไม่ช้าเกินไป เราขึ้นไปทานข้าวบนห้องอาหารด้านบน คุณแม่พี่ธันวามาช่วยป้าสะใภ้ทำอาหารและคอยเอาใจตักอาหารให้เราทาน มื้อนั้นมีฉันกับพี่ตุ๊กที่เป็นแขก นอกนั้นก็มีแต่ญาติๆ ของพี่ธันวาซึ่งฉันเคยพบแล้วทุกคน ก็คือ สาริตา พี่สาวพี่ธันวา และหลานๆ ทั้งสี่คน อาหารวันนี้เป็นอาหารพื้นเมืองแท้ๆ ประกอบไปด้วย พริกไทยสดผักกับแครอท ถั่วผัดกับเครื่องเทศ แกงไก่ ทานกับข้าวบาร์เล่ย์ มื้อนี้เราทดลองทานด้วยมือเพราะบ้านนี้ไม่มีช้อนส้อมซึ่งก็ได้รสชาติไปอีกแบบ ถึงแม้ว่าจะขลุกขลักไปบ้าง เราพยายามทานแต่น้อยเพราะมีอีกมื้อใหญ่ที่ต้องไปทานในภายหลัง แต่เมื่อใดที่จานเริ่มพร่องลงคุณแม่พี่ธันวาก็พร้อมที่จะเติมข้าวและอาหารให้เรา เรียกว่าเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี เป็นธรรมเนียมของคนเนปาลที่ต้องเลี้ยงแขกให้อ่ิมหมีพีมัน เราต้องใจแข็งแล้วบอกว่าพอพร้อมกับนำมือมาปิดบนจานข้าว ไม่งั้นเราก็จะได้อาหารเติมไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นเราจึงสังเกตการทานอาหารของคนอื่นอย่างออกรส คนเนปาลทานข้าวค่อนข้างเยอะ แถมท้ายด้วยการนำโยเกิร์ตราดบนข้าวเป็นการปิดท้ายคล้ายๆ ทานของหวาน
     ความจริงเป็นการเสียมารยาทถ้าคนที่ร่วมมื้ออาหารยังทานไม่เสร็จแล้วเราจะลุกไป แต่เนื่องจากว่าฉันมีนัดกับเพื่อนจึงต้องขอตัวไปก่อน


     บ้านของภราวาติการอยู่นอกเมืองกาฐมาณฑุ เรานั่งแท้กซี่ไปประมาณไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ไปถึงบ้านเธอ ความทรงจำเก่าๆ ครั้งที่ฉันมาทานข้าวบ้านเธอในวันสุดท้ายของทริปครั้งที่สองกลับมาอีกครั้ง ฉันยังจำรสมือเธอได้ดีว่าอร่อยแค่ไหน แถมยังโอ้อวดกับพี่ตุ๊กไว้ตั้งหลายหน 
จูเกชเองยังอดชมไม่ได้เลยว่า “โมโม่” ฝีมือภราวาติกานั้นอร่อยเป็นที่สุด แต่ฉันไม่ได้ขอร้องให้เธอทำหรอกเพราะเกรงใจ อาหารอะไรที่เธออยากทำให้เราทานนั่นก็ต้องเป็นอาหารที่ดีที่สุดแล้ว เพราะเพื่อนอุตส่าห์ตั้งใจทำให้
     ซูนิมยังกลับมาไม่ถึงบ้านตอนที่เราไปถึง เราจึงนั่งคุยกับภราวาติกาก่อน ที่บ้านนี้เพ่ิงต้อนรับสมาชิกใหม่ตัวน้อย คุณแม่ของภราวาติกาจึงย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อช่วยเลี้ยงลูกสาวตัวน้อยอายุเพียง 2 เดือน ฉันเข้าใจผิดคิดว่าเธอเพิ่งคลอดลูก จึงออกจะเกรงใจที่มารบกวนถึงบ้าน แต่จริงๆ แล้วภราวาติกากับซูนิมตัดสินใจรับอุปการะเด็กเพราะทั้งสองพยายามมีลูกมานานแล้วแต่ไม่สำเร็จ เด็กน้อยที่โชคดีคนนี้ชื่อ Syesha ( สเยชา ) แปลว่าสิ่งที่อุทิศแก่เทพเจ้า 
( Sacred ) เป็นลูกของหญิงสาวชาวเนปาลที่ตั้งท้องโดยไม่ได้แต่งงานและเธอเองยังเด็กมากจึงตัดสินใจยกลูกให้คนที่อยากมีลูกแต่มีไม่ได้รับไปเลี้ยงแทน เพื่อที่ตัวเธอเองก็จะได้เร่ิมต้นชีวิตใหม่  เห็นได้ว่าเด็กน้อยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน และได้รับการดูแลอย่างดี ฉันเตรียมซื้อเสื้อผ้าเด็กอ่อนไปฝากหนูน้อยจากเมืองไทยซึ่งทำให้ภราวาติกาตื่นเต้นดีใจมาก
     ไม่นานนักซูนิมก็กลับจากที่ทำงาน เขาทำงานที่ดีเอชเอลมาพักใหญ่แล้ว หลังจากที่ลาออกจากฮอลิเดย์อินน์ และด้วยความที่แยกย้ายกันทำงานทำให้เขาและจูเกชไม่ค่อยได้พบปะสนิทสนมกับเหมือนเช่นเคยขนาดว่าเรื่องการรับเลี้ยงลูก จูเกชยังไม่รู้เลย ทั้งสองบอกว่าจะบอกเฉพาะคนที่สนิทมากๆ เท่านั้น เพราะไม่อยากให้ทุกคนตื่นตูมและพากันถามเรื่องราวของเด็กน้อยมากจนเกินจำเป็น ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้มีส่วนรับรู้เรื่องนี้ แสดงว่าเขาทั้งสองให้ความสนิทสนมและไว้ใจฉันมาก
     ซูนิมเป็นคนจริงจังกับชีวิตและงาน เป็นคนมีความรู้และมีการศึกษาที่ดี ทั้งเขาและภราวาติกาต่างก็เรียนจบมาจากอินเดียด้วยกันทั้งคู่ จึงพูดภาษาอังกฤษได้ดีและคล่องปรื๋อ ซูนิมดูจะเป็นคนมีความทะเยอทะยานแต่ก็ตั้งอยู่ในเหตุผลและความจริง การพูดคุยกับเขานั้นได้ข้อคิดและความรู้อะไรหลายๆ อย่าง ขนาดพี่ตุ๊กเองยังอดประทับใจไม่ได้ เขาศึกษาโดยการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กเยอะมากเพื่อเตรียมตัวเป็นพ่อที่ดี เขาต้องการเน้นการเพ่ิมสารอาหารให้แก่เด็กเพราะว่าเมื่อเด็กไม่ได้ทานนมแม่ก็อาจจะขาดสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างภูมิต้านทานโรค ฉันเชื่อว่าซูนิมน่าจะเป็นคุณพ่อที่ดีได้ ดูเขาหลงลูกสาวมากๆ ในขณะที่คุยกับเราไปเขาก็อุ้มลูกสาวตัวน้อย กล่อมเบาๆ ให้เธอหลับ ดูสายตาเขาอ่อนโยนผิดกับเวลาพูดถึงธุรกิจ
     เรานั่งคุยกันพักใหญ่ก็เริ่มทานอาหารมื้อค่ำ ซึ่งต้องบอกว่าอร่อยถูกปากเป็นที่สุด สมกับการที่โปรโมทให้พี่ตุ๊กฟังไว้มาก อาหารของภราวาติกาต่างจากอาหารพื้นเมืองทุกมื้อที่เราได้กินมาในเวลาหลายวัน อาจเป็นเพราะทั้งซูนิมและภราวาติกาไม่ใช่คนเนวาร์แท้ๆ พื้นเพของซูนิมนั้นเป็นชาวเขาอยู่นอกเมือง (อันนี้คนพื้นเมืองเขาสามารถรู้ได้จากนามสกุล) แต่จะเป็นชาวเขาชาวเผ่าชาวเมืองอะไรฉันก็ไม่สนหรอกเพราะรสชาติอาหารนั้นอร่อยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นผัดผัก 
ซุปถั่ว แกงไก่ ซึ่งรสชาติไม่เผ็ดและไม่จืด อร่อยคล้ายๆ อาหารไทย มื้อนั้นเลยเป็นมื้อใหญ่ของเราในรอบหลายวัน


     เรานั่งคุยสัพเพเหระ อัพเดทความเป็นไปของกันและกันอีกพักใหญ่จึงขอตัวกลับบ้านเพราะเกรงใจเพื่อน ซูนิมอาสาขับรถมาส่งถึงซานูเฮ้าส์ และแยกจากกันไปในความมืดมิดของค่ำคืนนั้น คืนนั้นเป็นคืนเดียวที่ฉันได้เจอกับเพื่อนทั้งสองในทริปนี้ น่าเสียดายที่เราได้ใช้เวลาร่วมกันน้อยไปหน่อย แต่ฉันก็ดีใจที่ได้มีโอกาสกลับมาเจอเพื่อนอีกครั้ง อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่ฉันไปเที่ยวเนปาลนั้นฉันไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะฉะนั้นทริปหน้าต้องเกิดขึ้นในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน และวันนั้นหนูน้อย Syesha (ชเยชา)​ คงจะโตจนพูดได้แล้ว 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น