10 กรกฎาคม 2555

10. เดินหน้าหรือถอยหลัง

     ขากลับจากทะเลสาปพันกองพวกเราหลับสนิทปล่อยให้โลตัสนำพาเราตะลุยเขาเดี่ยว ข้ามเขาลูกเดิมๆ อีกหลายสิบลูกกลับไปยังเลห์ เมื่อใกล้ๆ จะเข้าเมือง​ ฉันรู้สึกว่ารถมันเงียบเหงา
มานานจนเกินไปบางทีอาจมีใครน้ำลายบูด เลยชวนนัมเกลคุยเรื่องสาระบ้าง อยากรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณีของเขา
     “นัมเกล ประเพณีที่นี่คล้ายกับทิเบตมั้ย เช่นเวลามีคนตายเขาจะเอาศพไปทิ้งไว้บนเขาให้นกเหยี่ยวมากินร่างกาย”
     “ตามประเพณี เราจะเอาศพไว้ที่บ้านครับและมีพระมาสวดมนต์อย่างน้อย 7 วัน แล้วจึงนำไปเผาบนภูเขา”
     “อ๋อ งั้นก็คล้ายๆ คนไทยนะ”
     “แล้วเรื่องแต่งงานล่ะ ยังเป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชนมั้ย”
     “ก็มีบ้างครับ แต่สมัยใหม่ส่วนใหญ่เป็นการแต่งงานด้วยความรักครับ”
     “แล้วพิธีแต่งงานล่ะ​ พวกคุณต้องแต่งชุดแบบไหนกัน”
     “แต่งชุดประจำชาติดั้งเดิมครับ ของผู้ชายก็คล้ายๆ แบบภูฏานใส่หมวกด้วย ของผู้หญิงมีเครื่องประดับเยอะแยะเลยครับ เราจัดงานหลายวัน วันแรกนี่เจ้าบ่าวจะไม่ได้เจอเจ้าสาวเลย
จะเป็นญาติที่เป็นคนไปรับเจ้าสาวจากที่บ้าน”
     “อืมม์ ก็คล้ายๆ พิธีแบบฮินดูเหมือนกันนะ”
     “ผมยังเคยไปรับเจ้าสาวให้ญาติผมเลยโดยที่ไม่รู้หรอกว่าเค้าหนีตามกันเพราะพ่อแม่ผู้หญิงไม่เห็นด้วย รู้อีกทีก็ไม่ทันแล้วเพราะไปถึงที่บ้านเจ้าสาวแล้ว” เขาเล่าไปหัวเราะไป
     “แล้วคนที่นี่ส่วนใหญ่แต่งงานอายุเท่าไหร่เหรอ” ฉันคิดว่าต้องอายุน้อยแน่ๆ เลย
     “ก็ประมาณ 30-40 ปีครับ”
     ฉันว่าเขาน่าจะหมายถึงผู้ชายมากกว่าผู้หญิงน่าจะแต่งเร็วกว่านั้น
      เรากลับไปถึงโรงแรมค่อนข้างเย็นแล้ว ฉันตกลงกับนฐว่าจะไปนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตกันที่ร้านใกล้ๆ แต่เมื่อเอากระเป๋าไปเก็บที่ห้องเพื่อที่จะพกแค่ของจำเป็นติดตัวไปเราก็พบว่าของบางอย่างหายไป
     “กระเป๋าตังค์ผมหาย !!!….”
     “หาดูดีรึยัง ไหนลองเทกระเป๋าออกมาซิ” ฉันบอกนฐให้ค้นหาอีกที
     เมื่อหาจากกระเป๋าสะพายแล้วไม่เจอฉันกับพี่ลีเริ่มใจเสีย แต่พี่ลีไม่มีแรงที่จะทำอะไรเพราะเธอรู้สึกเมารถจนอาเจียนจึงนอนพักอยู่ในห้อง ฉันเดินลงไปกับนฐเพื่อขอใช้โทรศัพท์ตรงเคาน์เตอร์ด้านล่างแต่โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันใช้การไม่ได้อีก อะไรมันจะขลุกขลักไปหมด
ซะทุกอย่าง จึงตัดสินใจเดินไปร้านอินเตอร์เน็ตเพื่อโทรหาโลตัสแต่เบอร์ที่มีกลายเป็นเบอร์โทรของบริษัททัวร์ เขาจึงให้เบอร์โทรศัพท์ของนัมเกลมา นฐโทรไปหาเขาและเล่าเรื่องให้ฟัง เขาบอกว่าจะเรียกให้โลตัสมาหา ให้ใจเย็นๆ ก่อน นฐจึงกลับไปรอที่โรงแรมส่วนฉันใช้เวลาอ่านอีเมล์เรื่องเกี่ยวกับงานซักพักหนึ่ง ในใจได้แต่หวังว่ากระเป๋าสตางค์คงจะตกในรถ  ฉันคิดว่าการที่เราเพ่ิงจะทำบุญกันมาน่าจะส่งผลบ้างไม่น่าจะเกิดเรื่องไม่ดีได้ เราน่าจะพอมีโชคอยู่บ้างน่า
     ระหว่างทางที่เดินกลับไปที่โรงแรมก็เจอนฐสวนมา เขาเดินมารับฉันเพราะเป็นห่วงเห็นว่าเริ่มมืดแล้ว
     “เป็นไงบ้าง เจอมั้ย” ฉันถาม
     “ไม่เจอพี่ แต่ทุกคนมาที่โรงแรมหมดเลย ชาบีร์ นัมเกล และโลตัส”
     “ชาบีร์บอกว่าขอให้เชื่อใจโลตัสเพราะเขาไม่ใช่คนขี้โขมย ผมก็ไม่ได้โทษเขานะ ผมโทษตัวเองมากกว่า”
     “แย่จัง โชคร้ายจริงๆ เลย พี่ก็ว่าแล้วว่าวันนี้มันยังไงๆ ตั้งแต่ลืมแบตเตอรี่ กระเป๋าตังค์ตก มันเหมือนเป็นลาง”
     “แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะกลับไปหาที่ทะเลสาป” นฐพูดด้วยความหวัง
     “ฮ้า จริงเหรอ” ฉันตกใจเพราะไม่คิดว่าใครจะบ้านั่งรถกลับไปอีกเกือบ 5 ชั่วโมงเพื่อหา
กระเป๋าตังค์
     “ใช่พี่ ชาบีร์เค้าจะให้โลตัสไปกับผม ออกเดินทางตอนตี 4 ส่วนพี่กับพี่ลีก็เดินทางไปตามโปรแกรมเดิมเค้าลดราคาค่ารถให้ด้วยเหลือ 3,500 รูปี”
     “นฐคิดว่าจะเจอจริงๆ เหรอ” ฉันถามด้วยอาการงงกับความมุ่งมั่นของเขา
     “ผมว่ามันคงหล่นที่นั่นแหล่ะเพราะตอนทานข้าวเสร็จผมยังจ่ายเงินอยู่เลย หลังจากนั้นเราก็ไปผูกธงมนต์กัน”
     “อาจจะหล่นในเต้นท์ตอนกินข้าวก็ได้นะ ลองแวะไปถามเค้าดูด้วยล่ะ พี่ว่าคนที่นี่ไม่น่าจะเป็นคนขี้โกง ถ้าหล่นที่นั่นจริงเขาคงเก็บไว้ให้”
     “หรือถ้าไม่เจอก็อาจเป็นพวกนักท่องเที่ยวนั่นแหล่ะที่หยิบไป” นฐตั้งข้อสงสัย
     “พี่ว่าเราโทรไปยกเลิกบัตรต่างๆ ก่อนดีมั้ย”  
     “อันนั้นชาบีร์บอกว่าไม่น่าเป็นห่วงมาก เพราะที่เลห์ไม่ค่อยมีที่ไหนที่รับบัตรเครดิต”
     “อืมม์ …ไม่แน่นะ อีกเดือนนึงนฐอาจจะได้รับพัสดุที่เมืองไทยก็ได้” ฉันพยายามให้ความหวังกับเขา
     เราเดินกลับมาจนใกล้ถึงโรงแรม ดูเหมือนว่าคนในละแวกนั้นจะรู้เรื่องกระเป๋าตังค์หายหมดแล้ว
      “คุณไปแจ้งความก่อนดีมั้ย เผื่อว่าคุณจะได้ไปเคลมจากประกันเดินทางได้” จาเวดคนขายของเพื่อนบ้านเราแนะนำ
      “แต่ผมทำหายเองไม่ได้มีใครโขมย ประกันคงไม่คุ้มครองหรอก” นฐชี้แจง
      “นั่นสิ ไม่งั้นเราก็แกล้งทำกระเป๋าหาย ไปแจ้งความแล้วก็เอาเงินคืนจากประกันได้สบายสิ” จอห์น คนขายของอีกคนหนึ่งเสริม
       ทุกคนพยายามคิดหนทางที่จะช่วยนฐด้วยอาการตื่นเต้น เรายืนพูดกับพวกเขาอยู่ซักครู่ก็ขอตัวเข้าไปที่โรงแรม
      ฉันนั่งรอที่ห้องอาหารกับพี่ลีสองคน ขณะที่นฐกลับขึ้นไปที่ห้อง
      พี่ลีดูจะพูดน้อยลงในวันนี้อาจเป็นเพราะอาการไม่สบายของเธอหรือเป็นเพราะเธอรู้จักนฐดีกว่าฉัน เธอรู้ดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของเขาอย่างไรบ้าง นฐเป็นคนอ่อนไหว อารมณ์เลยอาจจะถูกกระทบได้ง่ายกว่าคนอื่น
        “ถ้าพี่ออกความเห็นอะไรไปตอนนี้ นฐก็จะยิ่งต่อต้าน เดี๋ยวจะยิ่งไปกันใหญ่ เห็นเขาบอกว่าจะเปลี่ยนตั๋วกลับเลยถ้าหากระเป๋าไม่เจอ” เธอพูดภาษาคนสนิทที่รู้ดีว่าเขาเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหว เธอจึงเลือกที่จะเงียบและรอให้เขาหายอารมณ์เสียก่อน จริงๆ แล้วเขาเป็นคนที่มีจิตใจดี นึกถึงคนอื่นแต่อาจจะบอบบาง จิตใจจึงมีความอ่อนไหวได้ง่าย
         แต่สำหรับฉัน
         “แต่เราเป็นคนพูดตรงๆ น่ะพี่ แล้วนฐก็คงไม่กล้าที่จะเถียงเราหรอกเพราะเค้ารู้ว่าเราเป็นคนดุ” ฉันบอกพี่ลีถึงความคิดฉัน
          เมื่อเขาตามมาที่โต๊ะอาหารฉันพยายามหาเหตุผลต่างๆ มาทำให้เขาเปลี่ยนใจ
          “พี่ว่า มันไม่มีประโยชน์หรอกที่จะบินกลับไปกรุงเทพ ถึงบินกลับไปตอนนี้นฐก็ไม่ได้กระเป๋าตังค์หรือเงินคืนอยู่ดี จะทำไปทำไมให้รู้สึกแย่ย่ิงขึ้นไปอีก” ฉันแนะนำน้อง
          “แต่ตอนนี้ผมรู้สึกแย่มากๆ เลย” เขาตอบ
          “พี่เข้าใจ เป็นพี่ก็คงเซ็งเหมือนกัน แต่เราลองคิดดูว่าถ้านฐกลับไปตอนนี้ก็คงเซ็งและคงไม่มีความประทับใจอะไรเกี่ยวกับอินเดียหลงเหลืออยู่เลย ไปนั่งเจ็บใจคนเดียวที่กรุงเทพทำไม แต่ถ้าอยู่ต่อยังไงก็ยังได้ไปเที่ยวที่อื่นๆ ด้วย ไหนๆ เราก็จ่ายเงินค่าทัวร์ไปแล้ว มันไม่มีอะไรต้องจ่ายเพ่ิมอีก แล้วอีกอย่างพี่ก็ยังมีเงินเหลืออยู่ตั้งเยอะ เอาเงินพี่ไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวกลับกรุงเทพแล้วค่อยว่ากัน” ฉันหยิกแกมหยอกปลอบแกมเห็นใจ
           “พี่ว่า เราต้องพยายามทำใจให้ได้ ถ้านฐอยากนั่งรถไปหากระเป๋าที่ทะเลสาปอีกรอบ ก็ไป จะได้สบายใจว่าเราได้ทำจนถึงที่สุดแล้ว จะได้ไม่ต้องมาสงสัยอะไรอีก ถ้าเจอก็ถือว่าโชคดีมากๆ แต่ถ้าไม่เจอก็ต้องคิดว่ามันเป็นความโชคร้ายของเรา ถือว่าเราซื้อชีวิตใหม่ที่นี่แล้วกันกลับไปจะได้เจอแต่เรื่องดีๆ”
          “แต่ผมไม่เคยกระเป๋าตังค์หายเลยนะ ไปเที่ยวมาประเทศที่ 30 แล้ว”
          “มันก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่หายตลอดไปนี่ เราต้องรู้จักระวังตัวเอง ไม่ถูกโขมยก็ดีแล้ว ถือซะว่ามันเป็นดวงซวยก็แล้วกัน ฟาดเคราะห์ไปดีกว่าเกิดเหตุร้ายแรงอะไรไปกว่านี้”
          ฉันเตือนนฐตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่าไม่ให้เอาเงินมาเยอะ แต่การที่เป็นคนชอบเผื่อเขาจึงนำเงินมาถึง 1,200 ดอลล่าห์ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกระเป๋าตังค์ใบนั้น ไม่ได้แยกส่วนไว้เหมือนที่นักเดินทางพึงกระทำ ครั้งนี้คงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับเขา
           “ช่วงตอนที่ย้ายโต๊ะออกมาข้างนอกเต้นท์ของมันพะรุงพะรังไปหมด ผมรีบๆ เก็บด้วยเพราะมีกลุ่มชาวอินเดียอยากมานั่งที่โต๊ะเรา มันอาจจะหล่นตอนนั้น ไม่รู้จะโทษใครได้แต่โทษตัวเอง ผมคิดว่าถ้าเงินที่หายไปมันช่วยให้ชีวิตชาวบ้านแถวนั้นดีขึ้นผมก็จะถือว่าเป็นการทำบุญ”
            “คิดได้อย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะ คิดซะว่าเราคืนให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเราก็แล้วกันนะ กลับไปนี่นฐอาจจะได้เจอแต่เรื่องดีๆ คนดีๆ ก็ได้นะ”
            มื้อเย็นมื้อนั้นเป็นมื้ออาหารที่ไม่อร่อยที่สุด ไม่มีใครทานอะไรลง เพราะรู้สึกแย่กับเหตุการที่เกิดขึ้น ฉันพยายามที่จะโน้มน้าวให้เขาอยู่เที่ยวต่อกับเราก็ได้แต่คิดว่าทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา ถ้ากลับไปกรุงเทพแล้วทำให้เขาสบายใจ มีความสุขกว่าก็ต้องยอมให้เขากลับ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปรั้งไว้
             เราแยกย้ายกันไปนอนแต่หัวค่ำ เพราะนฐต้องตื่นตั้งแต่ก่อนเช้าเพื่อออกเดินทางตอนตี 4
              ฉันอดเป็นห่วงเขาไม่ได้ เพราะทางที่จะไปทะเลสาปพันกองนั้นมันทรหดใช่ย่อย แล้วเดินทางตอนที่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ทั้งมืด ทั้งไกล ทั้งมีจิตใจห่อเหี่ยว มันคงเป็นการเดินทางที่ทรมานมาก
มันเป็นโชคชะตาของเขาที่ต้องเสียของมีค่าหรือเพราะความสะเพร่า
หรือมีใครอยากให้เขากลับไปที่นั่นอีกครั้ง … ไม่มีใครตอบได้
            ทุกช่วงเวลาของชีวิตเราทุกคนต้องตัดสินใจทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง และทุกการตัดสินใจนั้นย่อมมีผลตามมาที่ต่างกันไป ในกรณีนี้ถ้าเป็นคุณ คุณจะตัดใจและเดินทางต่อไปข้างหน้าหรือตัดสินใจเดินทางกลับไปที่จุดเร่ิมต้นอีกครั้ง  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น