19 กรกฎาคม 2555

19. ขอต้อนรับสู่ประเทศแคชเมียร์

หลังจากโซนามาร์คมาทางก็ราบเรียบไม่กระเทือนก้นอีกเลย ถนนถูกราดยางอย่างดีทำให้เราเดินทางได้เร็วขึ้น และในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มา ถึงเราเข้าเขตเมืองศรีนาการ์ 
ที่ดูอย่างไรก็แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากภูเขาหินแห้งๆ ที่เราเจอมาตลอดสัปดาห์ สองข้างทางมีต้นไม้รกครึ้ม บ้านเรือนผู้คนดูคลับคล้ายคลับคลากับต่างจังหวัดบ้านเรา ฉันเริ่มรู้สึกว่ามาที่นี่คงเหมือนมาเตรียมตัวกลับบ้าน อากาศไม่ได้หนาวเย็นนัก สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่ระหกระเหินเท่าไหร่
บรรยากาศในเมืองศรีนาการ์นั้นดูอึมครึมอาจเป็นเพราะเรื่องราวความไม่สงบต่างๆ 
ที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ กำแพงบางแห่งถูกพ่นด้วยสีโดยใช้คำระบายความรู้สึก
“Welcome to Kashmir country”
            “Go back Indian dogs”
            อืมม์ สั้นๆ ได้ใจความ พอจะเดาได้ว่าความสมัครสมานสามัคคีของคนที่อยู่ในแคว้นนี้มีแค่ไหน
            เมื่อเข็มสั้นของนาฬิกาเดินมาเหยียบตรงเลข 4 รถก็ได้เคลื่อนตัวมาหยุดที่ด้านหน้าท่าเรือของทะเลสาปดัล (Dal Lake) ซึ่งมีเรือ “ชิคาร่า” (Shikara) จอดอยู่เรียงรายรอรับ
นักท่องเที่ยวอย่างไม่เว้นวรรค  โลตัสเร่ิมขนกระเป๋าเราลงจากด้านบนของรถและทยอยนำไปลงเรือนามว่า “คริสตัล พาเลส” (Crystal Palace) ซึ่งเป็นชื่อของโรงแรมเรือ (Houseboat) 
ที่เราจะไปพักกัน ฉันใฝ่ฝันมานานแล้วว่าถ้าได้มาแคชเมียร์ยังไงซะก็ต้องมาอยู่บ้านเรือ


           ฉันยื่นเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าทิปให้กับโลตัส เพื่อเป็นค่าเหนื่อยตลอดอาทิตย์ที่เขาขับรถอย่างสมบุกสมบันให้กับเรา ส่วนชาบีร์ยังไม่ต้องร่ำลาเพราะเขาจะไปพักที่บ้านเรือที่เดียว
กับเรา
            เราได้รับการแนะนำตัวจาก มิสเตอร์ดิน (Mej Din Sultani) ซึ่งเป็นคนดูแลเรือ
คริสตัลพาเลซ เขาเป็นคนแคชเมียร์ รูปร่างเล็ก ไม่สูง ผิวคล้ำ ไว้หนวดเครารุงรัง ท่าทาง
ดูคล้ายมาเฟียมากกว่า เขามาต้อนรับเราถึงท่าเรือเพื่อพาขึ้นเรือชิคาร่าไปยังบ้านเรือ เราก้าวลงไปนั่งในเรือชิคาร่าซึ่งถูกจัดไว้อย่างสบายให้นักท่องเที่ยวได้ผ่อนคลาย มีเบาะรองนั่งและรองหลัง ให้เราได้นั่งเอนหลังและยืดขาอย่างสบาย เมื่อเรือถูกพายออกไป เราเร่ิมซึมซับบรรยากาศของการใช้ชีวิตในทะเลสาปทีละน้อย สองข้างทางนั้นเป็นบ้านเรือที่มีไว้ให้
นักท่องเที่ยวได้พัก แทรกตัวด้วยร้านค้ามากมาย ร้านขายของสด ของชำ อาหาร ของที่ระลึก ผักผลไม้ ร้านเย็บผ้า ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของผู้คนแถวๆ นี้ อากาศค่อนข้างอบอุ่น ผู้คนต่างพายเรือไปทำธุระหรือทำมาค้าขายกันอย่างคึกคัก บ้างก็กำลังจะกลับบ้าน



           นั่งเรือไปประมาณ 10 นาที ก็ไปถึง คริสตัล พาเลส เฮ้าส์โบ๊ต เรือทั้งลำทำด้วยไม้สน
มีการฉลุสลักลายอย่างอ่อนช้อย งดงาม ออกจะไปทางหวานแหวว ด้านหน้าเรือเป็นที่นั่งเล่น
มีเบาะบุโดยรอบเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งเล่นเพลินใจ เมื่อผ่านเข้าไปด้้านในก็ต้องทึ่งกับการตกแต่งอย่างอลังการ โคมระย้าอันใหญ่ห้อยจากเพดานห้องนั่งเล่นเตะตาเป็นอย่างแรก เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนทำจากไม้พร้อมบุผ้าอย่างดี พรมทอลายที่ดูราคาแพง แม้แต่เพดานยังฉลุลายอย่างตั้งอกตั้งใจ เดินต่อเข้ามาอีกหน่อยเป็นห้องทานข้าวซึ่งก็ถูกตกแต่งคล้ายๆ กัน 
ในส่วนด้านหลังของเรือนั้นเป็นห้องพักแขก สำหรับคริสตัลพาเลสถือว่าเป็นเรือขนาดใหญ่ 
เพราะมีห้องพักถึง 4 ห้อง มิสเตอร์ดินพาเราเดินเข้าไปยังห้องพักซึ่งอยู่ท้ายสุดของเรือ ภายในห้องถูกตกแต่งในโทนเดียวกันกับด้านนอก มีเตียงสองเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง ห้องแต่งตัวและตู้เสื้อผ้า พร้อมห้องน้ำภายในตัว มีอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้าและส้วมแบบชักโครกทันสมัย
ใหม่เอี่ยมและสะอาดสะอ้าน (ก้นฉันต้องแอบดีใจเป็นแน่) ฉันรู้สึกพอใจกับห้องพักมากคิดว่า
คืนนี้คงนอนหลับสบาย
           แม้ว่าสภาพทุกอย่างที่แคชเมียร์ดูเหมือนว่าจะสะดวกสบาย อากาศก็ไม่โหดร้าย แต่ในใจลึกๆ แล้วฉันอดที่จะแอบคิดถึงลาดัคห์ไม่ได้ น่าแปลกที่รู้สึกใจหาย










ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น